ผู้สัมภาษณ์: อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ / ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลาและสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
ผู้ถูกสัมภาษณ์: ดร.ไพศาล อาแซ นายกสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลา และกรรมการสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: อัสลามุอะลัยกุม ขอเรียนถามท่านอาจารย์ไพศาลครับ ในบรรยากาศการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2569 ณ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่เปิดพื้นที่รับฟังเสียงสะท้อนจากตัวแทนประชาชนกว่า 150 คน บนหลักการมีส่วนร่วมและความสมานฉันท์

หากมองลึกซึ้งในมิติเชิงโครงสร้าง จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีบริบทเฉพาะทางการศึกษา โดยสัมพันธ์ใกล้ชิดกับการศึกษาทางอิสลาม และเป้าหมายของการเรียนรู้ที่คาดหวัง (Learning Outcomes; LOs) ประการสำคัญ คือ การพัฒนามนุษย์ทั้งทางกายและทางจิตใจอย่างสอดประสานกัน ด้วยเหตุนี้ การจัดโครงสร้างของระบบการศึกษา ตลอดทั้งหลักสูตร และรายวิชา ตั้งแต่การศึกษาระดับปฐมวัยไปจนถึงอุดมศึกษา จึงจำเป็นต้องคิดออกแบบให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความเป็นเลิศทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างมีดุลยภาพ
รวมทั้งระบบของการบริหารจัดการหลักสูตร ผู้เรียน บุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน ตลอดทั้งโครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้ จำเป็นต้องถ่ายโอนอำนาจจากส่วนกลาง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในส่วนของระบบการศึกษาระดับประถมศึกษาถึงอุดมศึกษา โดยเฉพาะการบริหารจัดการศึกษาด้วยระบบปอเนาะ และทั้งกระทรวงวัฒนธรรม ในส่วนของระบบการศึกษาปฐมวัยในรูปแบบศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด หรือตาดีกา เพื่อนำมาสู่การออกแบบกลไกบริหารจัดการการศึกษาระดับท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง อันจะรับประกันการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทเฉพาะของพื้นที่และยืนยันเจตนารมณ์ในฐานะตัวแทนของประชาชนในพื้นที่ตนเองได้โดยแท้จริง
ดังนั้น นโยบายการบริหารจัดการการศึกษาที่ปรารถนา รวมทั้งตัวแบบและแนวทางการกระจายอำนาจทางการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทเฉพาะของพื้นที่ จึงมีความสำคัญยิ่ง—คำถามคือ ทางสมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลาได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญยิ่งต่อ ครม. ในประเด็นหัวใจสำคัญเหล่านี้อย่างไรบ้างครับ?
ดร.ไพศาล: วะอะลัยกุมุสสลาม ขอบคุณครับท่านอุสตาซอับดุชชะกูรฺ ประเด็นหลักที่เรานำเสนอต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีในวันนี้ สมาคมการศึกษาเอกชนจังหวัดยะลาตั้งต้นจากเจตนารมณ์เพื่อยกระดับโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาคุณภาพชีวิตในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเรามองว่าพื้นที่ของเรามีความหลากหลายทั้งด้านสังคม วัฒนธรรม ศาสนา และรูปแบบการจัดการศึกษา แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และโอกาสระหว่างสถานศึกษาแต่ละสังกัด โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนและสถาบันการศึกษาศาสนา ข้อเสนอของเราจึงมุ่งเน้นไปที่ 6 ด้านสำคัญครับ
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: ในด้านแรกเรื่องความเหลื่อมล้ำ ทั้งเรื่องอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนและสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของครูโรงเรียนเอกชน ทางสมาคมฯ มีมุมมองและข้อเสนออย่างไรบ้างครับ?
ดร.ไพศาล: ในประเด็นแรก เราแบ่งเป็นสองเรื่องเร่งด่วนครับ
- เรื่องอาหารกลางวัน: ปัจจุบันการจัดสรรงบประมาณอาหารกลางวันในการศึกษาภาคบังคับยังมีความแตกต่างกัน นักเรียนในโรงเรียนรัฐบางประเภทได้ทั่วถึง ขณะที่นักเรียนโรงเรียนเอกชนบางกลุ่มหรือโรงเรียนเอกชนการกุศลในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นกลับไม่ได้รับสิทธิ ข้อเสนอของเราคือ ควรจัดสรรงบประมาณโดยยึด “ตัวนักเรียนเป็นฐาน” ให้สิทธิอย่างเสมอภาคไม่ว่ารัฐหรือเอกชน เพื่อไม่ให้สังกัดเป็นอุปสรรคต่อสิทธิพื้นฐานของเด็ก
- เรื่องสิทธิเบิกค่ารักษาพยาบาลของครูเอกชน: แม้ปัจจุบันจะเบิกตรงได้บางโรงพยาบาลระดับอำเภอ แต่โรงพยาบาลขนาดใหญ่หรือในเขตเมืองยังไม่รองรับ ทำให้ครูต้องสำรองจ่ายเอง บางรายต้องกู้ยืมเงินและรอเบิกคืน 2-3 เดือน กลายเป็นภาระทางเศรษฐกิจหนักหน่วง เราจึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขกำหนดมาตรการให้โรงพยาบาลรัฐทุกระดับรองรับระบบเบิกตรงของครูโรงเรียนเอกชนได้อย่างทั่วถึงและเป็นมาตรฐานเดียวกัน
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: อีกหนึ่งเรื่องที่สมาคมฯ ขับเคลื่อนอย่างหนักคือเรื่องการสนับสนุนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาและการพัฒนาคุณภาพครู โดยเฉพาะครูตาดีกาและครูอิสลามศึกษา อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไรครับ?
ดร.ไพศาล: เรื่องนี้สำคัญมากครับ
- พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (ข้อ 1.3): สถานศึกษาในบางสังกัดได้รับงบสนับสนุนรายหัวเพิ่มเติมเพื่อสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ แต่โรงเรียนเอกชนในพื้นที่กลับเข้าไม่ถึง เราจึงเสนอให้เปิดโอกาสให้โรงเรียนเอกชนที่อยู่ในพื้นที่นวัตกรรมสามารถเข้าถึงงบประมาณและเครื่องมือได้อย่างเท่าเทียม โดยใช้เกณฑ์ “คุณภาพและความพร้อม” มิใช่พิจารณาจากสังกัด
- การพัฒนาคุณภาพครูตาดีกาและครูอิสลามศึกษา (ข้อ 2): คุณภาพผู้เรียนผูก 100% กับคุณภาพครู ปัจจุบันครูตาดีกาและครูอิสลามศึกษามีโอกาสเข้าถึงการพัฒนาวิชาชีพจำกัด การอบรม On-site หรือ Online ยังไม่ครอบคลุมและไม่ตอบโจทย์บริบทพื้นที่ เราจึงเสนอให้จัดระบบพัฒนาครูกลุ่มนี้อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง ให้เข้าถึงหลักสูตร เทคโนโลยี และนวัตกรรมการสอนยุคใหม่ได้อย่างทั่วถึง
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: ในส่วนของโครงสร้างเชิงระบบและการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามศึกษาและการเทียบวุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ ทางสมาคมฯ ได้สะท้อนปัญหาอะไรบ้างครับ?
ดร.ไพศาล: เราพบปัญหาการรวมศูนย์และการขาดแคลนบุคลากรสนับสนุนครับ
- การเพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านอิสลามศึกษา (ข้อ 3): ในอดีตเรามีโครงสร้างเช่น ศึกษาธิการภาค 7 หรือเขตการศึกษาที่คอยกำกับดูแลอิสลามศึกษาอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในระดับพื้นที่แค่ 1 อัตราเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ เราจึงขอเสนอให้คืนกรอบอัตรากำลังเดิมอย่างน้อย 2 ตำแหน่ง เพื่อช่วยสนับสนุน พัฒนาหลักสูตร และติดตามคุณภาพทางวิชาการ
- การกระจายอำนาจเทียบวุฒิการศึกษา (ข้อ 4): เยาวชนเราไปศึกษาต่อต่างประเทศ (กลุ่มอาหรับและอาเซียน) จำนวนมาก แต่ปัจจุบันกระบวนการเทียบวุฒิต้องรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง ใช้เวลานานเป็นปี ทำให้เด็กสูญเสียโอกาสในการทำงานหรือศึกษาต่อ เราจึงควรกระจายอำนาจการรับรองและเทียบวุฒิกลับสู่หน่วยงานหรือมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในพื้นที่ภายใต้มาตรฐานส่วนกลาง
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: และในระดับนานาชาติ เช่น การผลักดันหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2569 กับมหาวิทยาลัยอัลอัซฮาร์ รวมถึงการยกระดับศักยภาพด้านกีฬาของเยาวชนชายแดนใต้ มีทิศทางอย่างไรครับ?
ดร.ไพศาล:
- ผลักดันหลักสูตรอิสลามศึกษา พ.ศ. 2569 (ข้อ 5): กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้หลักสูตรนี้แล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญ เพื่อให้เด็กเชื่อมต่ออุดมศึกษาต่างประเทศได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยอัลอัซฮาร์ ประเทศอียิปต์ เราจึงเสนอให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการทำข้อตกลงระดับรัฐบาล (Government-to-Government หรือ MOU) เพื่อให้มีระบบรับรองและเทียบวุฒิที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ลดภาระที่โรงเรียนต้องไปดำเนินการเอง
- ยกระดับศักยภาพด้านกีฬา (ข้อ 6): เด็กชายแดนใต้มีศักยภาพด้านกีฬาสูงมากแต่โอกาสจำกัด โดยเฉพาะเด็กโรงเรียนเอกชน เราจึงเสนอให้มีนโยบายและงบประมาณเฉพาะตั้งแต่ระดับพื้นฐาน สร้างศูนย์ฝึก ค้นหาและพัฒนานักกีฬา และสร้าง “เส้นทางการพัฒนานักกีฬา” (Sport Pathway) เชื่อมโยงสู่ระดับชาติและนานาชาติ
อุสตาซอับดุชชะกูรฺ: สุดท้ายนี้ อาจารย์อยากฝากข้อเสนอในภาพรวมและหลักคิดสำคัญอย่างไรต่อรัฐบาลและสังคมไทยครับ?
ดร.ไพศาล: ภาพรวมที่เราอยากสะท้อนไปยัง ครม.สัญจรครั้งนี้คือ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกมองและพัฒนาในลักษณะของ “พื้นที่ที่ต้องได้รับการช่วยเหลือ” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องได้รับการส่งเสริมในฐานะ “พื้นที่ที่มีศักยภาพ” ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม
หัวใจสำคัญของนโยบายทั้งหมดที่เราเสนอคือ การลดความเหลื่อมล้ำ กระจายอำนาจ ยกระดับคุณภาพครู-ผู้เรียน และเชื่อมโยงสู่มาตรฐานสากล ภายใต้หลักคิดสำคัญที่ว่า “เด็กทุกคนต้องได้รับโอกาสอย่างเสมอภาค โดยไม่ควรมีข้อจำกัดจากสังกัดของสถานศึกษา” หากขับเคลื่อนได้จริง นี่จะไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างคุณภาพคนและความมั่นคงอย่างยั่งยืนให้กับชายแดนใต้และประเทศไทยโดยรวมครับ
หมายเหตุ อ่านรายงานก่อนหน้านี้ใน
https://csite.thaipbs.or.th/newsdetail/57026

112 total views, 4 views today

More Stories
ศอ.บต. ชูมาตรา 11 พรบ.บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังเสียงทุกภาคส่วน ลุยขับเคลื่อน 6 มิติพัฒนาใต้
“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” บนเส้นทางดับไฟใต้: ทุบกะลา “การทหารนำการเมือง” ย้อนรอยโมเดล “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” สู่ “สนามการศึกษา”, ถอดรหัสโครงสร้างอำนาจซ้อนและความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย “สมช.-กอ.รมน.-ศอ.บต.”, แฉแผลเป็นทุจริต-วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด, วิกฤตโควตาการเมืองเลขาธิการ ศอ.บต., ตีแผ่เครือข่าย “ทุนเทา-อาชญากรรมข้ามแดน”, ชำแหละวาทกรรม “เกษตรกรไม่รวย” กับโครงสร้างรัฐอุ้มทุนใหญ่, พร้อมเจาะลึก 6 มิติปฏิรูป และโมเดลพลังภาคประชาชนคุมเบ็ดเสร็จ
ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ในมือ “เสธ.ปูด้วง”: เปลี่ยนผ่าน สมช. สู่การนำของทหารและความท้าทายในชายแดนใต้