กันยายน 4, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ครม.สัญจรสงขลา: ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านการพัฒนาแต่ขอแค่รัฐบาลพัฒนาตามที่สัญญาใน SEA

แชร์เลย

รายงานพิเศษ: #ครม.สัญจรสงขลา – ชาวบ้านไม่ได้คัดค้านการพัฒนา แต่ขอแค่รัฐบาลพัฒนาตามที่สัญญาใน SEA

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้/ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้: รายงานสรุปจากที่ประชุม

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ที่มาแห่งความอึดอัด: เมื่อรัฐบาลปัดฝุ่นเมกะโปรเจกต์และเมินผลการศึกษา SEA

     ชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ภาคีเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคใต้ต้องลุกขึ้นจัดเวทีคู่ขนาน ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สืบเนื่องมาจากท่าทีของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และประกาศเดินหน้าปัดฝุ่นโครงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจะนะ รวมถึงรื้อฟื้นนิคมอุตสาหกรรมจะนะขึ้นมาอีกครั้ง

     การ “ปลุกผีเมืองอุตสาหกรรมจะนะ” ท่ามกลางบรรยากาศการเตรียมประชุม ครม.สัญจร โดยปราศจากการเหลียวแลผลการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment – SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่จังหวัดสงขลา–ปัตตานี ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและใช้งบประมาณแผ่นดินศึกษามาอย่างยาวนาน ทำให้เครือข่ายประชาชนมองว่ารัฐบาลกำลังดึงดันผลักดันโครงการโดยไม่สนใจเสียงของคนในพื้นที่ นำมาสู่การนัดหมายระดมพลจัดเวทีวิชาการชาวบ้านในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ณ ลานใต้ตึกคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่)

เวทีช่วงเช้า: เสียงสะท้อนการพัฒนาภาคใต้ใน 10 ประเด็น

      การรวมตัวเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้าด้วยเวที Talk นำเสนอแนวทางการพัฒนาภาคใต้ใน 10 ประเด็นสำคัญจาก 10 องค์กรเครือข่ายประชาชนภาคใต้ สะท้อนภาพอนาคตที่ออกแบบจากฐานทรัพยากรจริงและความต้องการของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นความมั่นคงทางอาหาร สิทธิที่ดินทำกิน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตดั้งเดิม พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันว่า “การพัฒนาที่ดีต้องมีส่วนร่วมของประชาชน” และสิทธิการพัฒนาคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องร้องขอจากผู้มีอำนาจ

     ในส่วนของ ประเด็นการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ นำเสนอโดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ มีสาระสำคัญสะท้อนผ่านกรอบ SEA ดังนี้:

  • เปลี่ยนผ่านสู่การศึกษาเชิงพื้นที่ (Area-based Education): ปรับหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับฐานทุนท้องถิ่น ระบบเศรษฐกิจฐานราก ประมงพื้นบ้าน และอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม เพื่อให้เยาวชนเติบโตพร้อมความภาคภูมิใจในรากเหง้า
  • บูรณาการทักษะอาชีพที่ตอบโจทย์จริง: พัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ด้านเกษตรแปรรูปยุคใหม่ การท่องเที่ยวชุมชน (CBT) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy) เพื่อให้มีทางเลือกอาชีพในท้องถิ่นโดยไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐาน
  • ใช้ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเป็นกลไกขับเคลื่อน: ส่งเสริมการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษา ปราชญ์ชาวบ้าน และชุมชน เช่น ผ่านกระบวนการวิจัยไทบ้าน เพื่อสร้างชุดความรู้ที่ใช้กำหนดทิศทางนโยบายได้จริง
  • ข้อเสนอต่อ ครม.สัญจร: เสนอให้ ครม. ยกระดับสถานะ SEA จากเดิมที่แค่ “รับทราบ” ให้เป็นมติ “เห็นชอบ” เพื่อใช้เป็นเข็มทิศหลักในการพัฒนา, ตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับพื้นที่, ให้ ศอ.บต. และจังหวัดบูรณาการร่วมกัน และที่สำคัญในฐานะคนจะนะ ได้เสนอเปลี่ยนภาพจาก “จะนะเมืองอุตสาหกรรม” ให้เป็น “จะนะเมืองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม”

เวทีช่วงบ่าย: เสวนาบทเรียน SEA และการแถลงการณ์ประกาศจุดยืน

      ในช่วงบ่าย บรรยากาศเข้มข้นขึ้นด้วยเวทีเสวนาหัวข้อ “บทเรียนจากการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลา – ปัตตานี : เสียงประชาชนภาคใต้ที่รัฐบาลต้องรับฟัง” ดำเนินรายการโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย โดยมีแกนนำและนักวิชาการร่วมสะท้อนมุมมองที่สำคัญ:

  • รุ่งเรือง ระหมันยะ เผยถึงเบื้องหลังความขัดแย้ง 30 ปีในจะนะ และการต่อสู้เพื่อให้ได้เครื่องมือ SEA มากำกับทิศทางพื้นที่ พร้อมจี้ให้รัฐบาลหยุดการกักเก็บที่ดินเพื่อสร้างโรงงาน และคัดค้านการนำบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งกลับมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต.
  • ผศ.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า และ กิตติภพ สุทธิสว่าง ย้ำว่า SEA คือความก้าวหน้าจากการร่วมคิดร่วมทำของทุกภาคส่วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกผู้มีอำนาจทำเป็นเมินเฉย พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการติดตาม SEA และเปิดเผยข้อมูลตัวชี้วัด 11 ด้านแบบ Open Data
  • เสนอครม.สัญจร จากรับรองสู่ เห็นชอบ SEA เข็มทิศรัฐบาลพัฒนาชายแดนใต้อย่างยั่งยืน

      บาบอฮุสณี บินหะยีคอเนาะ ผู้บริหารโรงเรียนศาสนบำรุง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา/ที่ปรึกษาสมาคมโรงเรียนเอกชนสสอนศาสนาอิสลามจังหวัดสงขลา กล่าวว่า จะนะหากเปรียบเทียบเป็นมนุษย์ บนใบหน้าลำตัวเต็มไปด้วยบาดแผลที่มาจากเจ้าหน้าที่รัฐทุบตี ยังมีรอยฟกช้ำร่องรอยบาดแผลยังคงอยู่ ซึ่ง SEA สงขลา-ปัตตานี กลับมาทำให้มนุษย์หล่อขึ้น ต้องชื่นชมรัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้มีการทำ SEA จึงต้องช่วยกันสะกิดท่าน พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม และรัฐบาลชุดนี้ได้รู้ว่า SEA บอกประชาคมโลก ว่าที่นี่ไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า สงขลา-ปัตตานี ไม่ใช่พื้นที่ว่างเปล่า

“ แต่มีคนเดิมอยู่ มีทะเลเป็นทุน มีเกษตรเป็นทุน มีคนเป็นทุน ไม่ใช่ที่ดินว่างเปล่าที่จะทำอะไรก็ได้ การพัฒนาต้องต่อยอดจากทุนเดิม เราต้องถามกลับว่านิคมอุตสาหกรรมต้องการอะไร ต้องถามรัฐบาลต้องการอะไร ในเมื่อเราบอกแล้วว่าเราต้องการอะไรผ่าน SEA ไปแล้ว รัฐต้องผลักดัน SEA ให้เป็นกฎหมาย ที่ถูกรองรับ ไม่ใช่ให้นักการเมือง นายทุนมาบอก ” บาบอฮุสณี กล่าว

(ชมฉบับเต็มใน

https://www.facebook.com/share/v/14kxdrXDV5e/?mibextid=wwXIfr)

  • ดร.เสาวรัจ ตั้งกิจวานิชย์ จาก TDRI ชี้ว่า SEA ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ที่สุด และเสนอให้รัฐบาลนำไปบังคับใช้จริงในระดับพื้นที่เพื่อกระจายผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม

      ภายหลังเสร็จสิ้นเวทีเสวนา ภาคีเครือข่ายฯ ได้ออก แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคใต้ อย่างเป็นทางการ โดยไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งในการใช้อาญาสิทธิ์ของฝ่ายบริหารและกลุ่มทุนที่พยายามเร่งรัดแผนพัฒนาโดยไม่แยแสเสียงท้องถิ่น พร้อมส่งสารถึงที่ประชุม ครม.สัญจร ว่าหากรัฐบาลยังคงเพิกเฉยต่อกระบวนการมีส่วนร่วม เครือข่ายประชาชนพร้อมที่จะแสดงออกเพื่อปฏิเสธแนวทางการบริหารราชการดังกล่าว

สรุป: ปัญหาและทางออก

ประเด็น สภาพปัญหา แนวทางออก / ข้อเสนอแนะ
การขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รัฐบาลและฝ่ายบริหาร (เช่น กรณีรองนายกฯ พิพัฒน์) เดินหน้าปัดฝุ่นโครงการเมกะโปรเจคและนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยเมินเฉยผลการศึกษา SEA รัฐบาลต้องยุติการใช้อำนาจเร่งรัดโครงการที่ขาดการมีส่วนร่วม และยึดมั่นในสัญญาประชาคมที่เคยให้ไว้
สถานะทางกฎหมายของ SEA ผลการศึกษา SEA สงขลา-ปัตตานี ที่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและใช้งบประมาณภาครัฐ ยังไม่มีกลไกทางกฎหมายมารองรับเพื่อการบังคับใช้จริง ผลักดันและยกระดับให้ SEA มีกฎหมายรองรับ พร้อมจัดตั้งคณะกรรมการติดตามผลและเปิดเผยข้อมูลแบบ Open Data
ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ การแต่งตั้งบุคคลที่เป็นคู่ขัดแย้งกลับมาดำรงตำแหน่งสำคัญใน ศอ.บต. สร้างความกังวลและปลุกเร้าความขัดแย้งเดิมให้ปะทุขึ้นอีกครั้ง ทบทวนการใช้อำนาจและการแต่งตั้งบุคลากร โดยเน้นการทำหน้าที่ “วาทยากร” ที่ประสานเสียงทุกฝ่าย แทนการเป็นผู้ชี้ชะตาแผ่นดินฝ่ายเดียว

หมายเหตุ แถลงการณ์ฉบับเต็ม

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคใต้

เรื่อง การพัฒนาภาคใต้ รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่

     เมื่อวันที่  30 สิงหาคม 2569ที่ ลานคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (หาดใหญ่)สงขลา เครือข่ายประชาชนภาคใต้ได้อ่านแถลงการณ์เครือข่ายประชาชนภาคใต้การพัฒนาภาคใต้ รัฐบาลต้องฟังเสียงประชาชนในพื้นที่

     รากปัญหา ไม่ใช่ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการพัฒนา แต่ อยู่ที่เราไปให้ความใส่ใจ ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาล ผู้นั้น ย่อมมีสิทธิเป็นผู้ชี้ชะตาแผ่นดิน” มากเกินไป ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้ว เรามิได้ เลือกรัฐบาล ไปเพื่อเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของใคร เราเลือกไปเพื่อให้ทำหน้าที่ บริหารความแตกต่างของเรา ให้สามารถดำรงอยู่บนความเคารพ

     เราเลือกคน ไปเป็นรัฐบาลเพื่อให้ทำหน้าที่ “วาทยากร” ที่ คอยอำนวยการให้เกิดการประสานเสียงประชาชน ให้บังเกิดเป็นเสียงเพลงแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่ทุกฝ่ายถูกคำนึงถึงอย่างมีความหมาย ประชาชนเสียงข้างมาก เลือก ผู้นำไปเป็น รัฐบาล เพื่อชวนกันพัฒนาให้ชีวิตประชาชน ปกติสุขปรีเปรมดิ์ มิใช่เลือกเพื่อ “มอบอาญาสิทธิ์” บงการแบ่งปันผลประโยชน์พวกพ้องของเขากันเอง

     การเลือกพัฒนาภาคใต้ที่ผ่านมา นอกจากเรื่องขัดแย้ง แลนด์บริดจ์ , กฎหมายขายชาติ S E C ,นิคมอุตสาหกรรม จะนะ แล้ว ยังมีแผนการพัฒนาต่างๆอีกมากมาย ที่เสียงของท้องถิ่นพื้นที่ เสียงของชาวบ้าน เสียงประชาชน หรือแม้กระทั่ง “แผนพัฒนาจังหวัด” ที่ผ่านการคิดค้นร่วมกันในแต่ละจังหวัด กลายเป็น “แผน” ที่ไร้ความหมาย เป็นแค่ เศษกระดาษประดับหิ้ง ของผู้ใช้อำนาจรัฐ

     ในขณะที่ผู้กุมอำนาจรัฐบาล ต่างสร้างปรากฏการณ์ “ทำคลอดแผนพัฒนาแบบเร่งด่วน” และยัง “สร้างแผนทางลัด” โดยการจับมือกันของแกนนำรัฐบาลและนายทุน ทำแสร้งลืมไปว่า ภาคใต้มีดีอยู่แล้วในหลายพื้นที่หรือลืมกระทั่ง “นโยบาย” ที่พวกท่านเคยหาเสียงไว้ และที่ผ่านมา เราได้ปล่อยให้ผู้กุมอำนาจเหล่านั้น ทำการเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า จนผู้คนในสังคมเอือมระอา เฉื่อยชา และ เฉยเมย ในที่สุด

     ในวาระ ที่ ครม.สัญจรภาคใต้ 1 กันยายน นี้ ก็เช่นกัน รัฐบาลภูมิใจไทยกำลังเตรียมนำเข้าโครงการพัฒนาภาคใต้ต่างๆ ที่ ตนและพวกพ้อง จัดสรรปันส่วน ตกลงกันโดยไม่ได้คำนึงถึงการสร้างมิติใหม่ ที่ประชาชนยากไร้ทั่วไปได้มีความหวัง พวกเราจึงไม่สามารถยอมรับวิธีการเช่นนี้ได้อีกต่อไปแล้ว จึงขอใช้โอกาสนี้จัดเวที “ฟังเสียงประชาชนใต้ : การพัฒนาแผ่นดินถิ่นเกิดที่ควรจะเป็น เพื่อชวนกันสร้างไฟศรัทธา ปลุกความเชื่อมั่นภายในใจของพวกเราเอง เพื่อยืนยันไปพร้อมกันว่า “สิทธิการพัฒนา คือสิทธิขั้นพื้นฐานในการกำหนดชีวิตของพวกเรา เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้วแต่เดิม” เราจึงไม่จำเป็นต้องเรียกร้องจากใคร

     ในการประชุม ครม.สัญจร ครั้งนี้ หากรัฐบาลเลือกที่จะไม่รับฟัง ไม่สนใจ และไม่เคารพกระบวนการมีส่วนร่วมจากพวกเราเหมือนดังเช่นที่ผ่านมา ก็เป็นสิทธิ์ที่พวกเราจะแสดงออกเพื่อปฏิเสธรัฐบาลแบบนี้ต่อไป

#สื่อเถื่อน #SEAสงขลาปัตตานี
#ฟังเสียงประชาชนใต้
#นิคมอุตสาหกรรมจะนะ #นิคมอุตสาหกรรมจีน
#เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น
#มูลนิธิภาคใต้สีเขียว
#แลใต้เมกะโปรเจกต์

ชมย้อนหลังใน

https://www.facebook.com/share/v/1Q9Gzuao94/?mibextid=wwXIfr

 112 total views,  4 views today

You may have missed