กันยายน 4, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้(ล่าสุด)และวิกฤตข่าวกรองท่ามกลางความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ

     สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเท่านั้น แต่ยังจุดชนวนให้เกิดข้อกังขาและ “ความจริงสองชุด” ระหว่างฝ่ายความมั่นคงและประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีข้อกล่าวหาการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ทหารจนทำให้มีเยาวชนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นท่ามกลางสงครามข้อมูลข่าวสารและภาวะระบบนิเวศสื่อที่ผิดปกติในปัจจุบัน

รายงานสถานการณ์

     เมื่อวันที่ 22-23 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงกระจายตัวในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา) รวมทั้งสิ้น 75 เหตุการณ์ ทั้งการวางเพลิง เผายางรถยนต์ ทำลายกล้องวงจรปิด และสร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภค โดยมีอาคารเสียหาย 17 แห่ง ยานพาหนะ 40 คัน เสาไฟฟ้า 32 ต้น และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 ราย

     ต่อมาในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) พร้อมด้วยตัวแทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลงสรุปสถานการณ์ พร้อมเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย

     อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ได้เกิดประเด็นข้อถกเถียงครั้งสำคัญ เมื่อนายนูเซ็ง ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยกลุ่มเยาวชนในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้นำสื่อมวลชนและ สส. ในพื้นที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุและเยียวยานายซอและ ดอเลาะ เยาวชนวัย 21 ปี ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม โดยเยาวชนผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันตรงกันว่า ถูกยิงด้วยกระสุนที่มาจากเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวในเวลาอันรวดเร็ว จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมและนักการเมืองท้องถิ่นให้อยเร่งพิสูจน์ความจริงด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์

เบื้องหลังความขัดแย้งและสงครามข่าวสาร

     ในงาน PEACE FESTIVAL WEEK 2026 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา (ซึ่งผู้เขียนร่วมด้วย)ได้สะท้อนว่า

      ปัญหาความรุนแรงในชายแดนใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปฏิบัติการทางกายภาพ แต่ยังขับเคลื่อนด้วย “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Warfare) ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาวะระบบนิเวศสื่อที่ผิดปกติ (Information Disorder)

  • การบิดเบือนข้อมูล: มีการนำภาพ คลิปเก่า หรือเทคโนโลยี AI มาปรับแต่งเพื่อโหมกระพือสถานการณ์ให้เกิดความหวาดกลัว สร้างความเกลียดชัง และตอกย้ำอคติต่อคนในพื้นที่
  • ช่องว่างทางความไว้วางใจ: เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ข้อเท็จจริงขัดแย้งกันระหว่างคำกล่าวอ้างของชาวบ้านกับท่าทีปฏิเสธอย่างรวดเร็วของรัฐ จึงเกิดสภาวะ “ความจริงสองชุด” ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองถูกผลักให้กลายเป็นจำเลยหรือฝ่ายตรงข้ามของรัฐอยู่เสมอ

ปัญหาความท้าทาย

     ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรง อย่างเดียว แต่คือการรักษา ความชอบธรรมของรัฐ (State Legitimacy) และ ความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสันติภาพ

  • การรีบปฏิเสธโดยปราศจากการตรวจสอบ: การที่หน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 รีบปฏิเสธข้อกล่าวหาในทันทีโดยยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใส ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่ไว้วางใจและสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งพวกเขาประสบมาตลอด
  • บรรยากาศความหวาดกลัวและภาวะเซ็นเซอร์ตัวเอง: นักวิชาการ ประชาชาคม และสื่อท้องถิ่นแม้กระทั่งนักการเมืองที่เห็นต่างจากรัฐจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะถูกป้ายสีหรือถูกคุกคามเมื่อพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงอีกด้าน ทำให้พื้นที่สาธารณะสำหรับการพูดคุยอย่างสันติถูกลดทอนลง

อะไรคือทางออกเบื้องต้น?

เพื่อป้องกันไม่ให้กรณีความขัดแย้งนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงปะทุรอบใหม่ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการดังนี้:

  • จัดตั้งกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ (Independent Fact-Finding Mechanism):

     โดยเฉพาะกรณีล่าสุดว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) ยิงใส่ประชาชนหรือไม่ควรนั้นควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีความเป็นอิสระและมีความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจสอบวิถีกระสุน บันทึกการบินของเฮลิคอปเตอร์ กล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส

  • ยึดมั่นในหลักนิติธรรม: รัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “รัฐอยู่ภายใต้กฎหมาย” การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งของสถาบันและความกล้าหาญในการค้นหาความจริง
  • ปฏิรูปบทบาทการรับมือข่าวปลอม: ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมควรทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางและไร้อคติ ไม่ทำหน้าที่เพียงแค่การประชาสัมพันธ์แก้ข่าวให้ภาครัฐเท่านั้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศสื่อที่ดีและปกป้องกระบวนการสันติภาพในระยะยาว

 149 total views,  6 views today

You may have missed