อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ
สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาอยู่ในความสนใจของสังคมอีกครั้ง หลังเหตุการณ์ความรุนแรงต่อเนื่องในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2569 ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเท่านั้น แต่ยังจุดชนวนให้เกิดข้อกังขาและ “ความจริงสองชุด” ระหว่างฝ่ายความมั่นคงและประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกรณีข้อกล่าวหาการใช้อาวุธจากเฮลิคอปเตอร์ทหารจนทำให้มีเยาวชนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของความไว้วางใจระหว่างรัฐกับประชาชน ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นท่ามกลางสงครามข้อมูลข่าวสารและภาวะระบบนิเวศสื่อที่ผิดปกติในปัจจุบัน
รายงานสถานการณ์
เมื่อวันที่ 22-23 สิงหาคม 2569 เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงกระจายตัวในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา) รวมทั้งสิ้น 75 เหตุการณ์ ทั้งการวางเพลิง เผายางรถยนต์ ทำลายกล้องวงจรปิด และสร้างความเสียหายต่อระบบสาธารณูปโภค โดยมีอาคารเสียหาย 17 แห่ง ยานพาหนะ 40 คัน เสาไฟฟ้า 32 ต้น และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 11 ราย
ต่อมาในวันที่ 24 สิงหาคม 2569 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) พร้อมด้วยตัวแทนจากศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) และกองบังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ร่วมกันแถลงสรุปสถานการณ์ พร้อมเร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและติดตามผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ได้เกิดประเด็นข้อถกเถียงครั้งสำคัญ เมื่อนายนูเซ็ง ลาเต๊ะ ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วยกลุ่มเยาวชนในอำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ได้นำสื่อมวลชนและ สส. ในพื้นที่เข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุและเยียวยานายซอและ ดอเลาะ เยาวชนวัย 21 ปี ที่ถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัสเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม โดยเยาวชนผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันตรงกันว่า ถูกยิงด้วยกระสุนที่มาจากเฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่รัฐ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวในเวลาอันรวดเร็ว จนนำไปสู่เสียงเรียกร้องจากภาคประชาสังคมและนักการเมืองท้องถิ่นให้อยเร่งพิสูจน์ความจริงด้วยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์
เบื้องหลังความขัดแย้งและสงครามข่าวสาร
ในงาน PEACE FESTIVAL WEEK 2026 เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ มหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา (ซึ่งผู้เขียนร่วมด้วย)ได้สะท้อนว่า
ปัญหาความรุนแรงในชายแดนใต้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ปฏิบัติการทางกายภาพ แต่ยังขับเคลื่อนด้วย “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Warfare) ผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และภาวะระบบนิเวศสื่อที่ผิดปกติ (Information Disorder)
- การบิดเบือนข้อมูล: มีการนำภาพ คลิปเก่า หรือเทคโนโลยี AI มาปรับแต่งเพื่อโหมกระพือสถานการณ์ให้เกิดความหวาดกลัว สร้างความเกลียดชัง และตอกย้ำอคติต่อคนในพื้นที่
- ช่องว่างทางความไว้วางใจ: เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ข้อเท็จจริงขัดแย้งกันระหว่างคำกล่าวอ้างของชาวบ้านกับท่าทีปฏิเสธอย่างรวดเร็วของรัฐ จึงเกิดสภาวะ “ความจริงสองชุด” ที่ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองถูกผลักให้กลายเป็นจำเลยหรือฝ่ายตรงข้ามของรัฐอยู่เสมอ
ปัญหาความท้าทาย
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ไม่ใช่เพียงการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุรุนแรง อย่างเดียว แต่คือการรักษา ความชอบธรรมของรัฐ (State Legitimacy) และ ความไว้วางใจ (Trust) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการสันติภาพ
- การรีบปฏิเสธโดยปราศจากการตรวจสอบ: การที่หน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะแม่ทัพภาคที่ 4 รีบปฏิเสธข้อกล่าวหาในทันทีโดยยังไม่ได้ผ่านกระบวนการพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่โปร่งใส ยิ่งสร้างความรู้สึกไม่ไว้วางใจและสร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่ประชาชนในพื้นที่ซึ่งพวกเขาประสบมาตลอด
- บรรยากาศความหวาดกลัวและภาวะเซ็นเซอร์ตัวเอง: นักวิชาการ ประชาชาคม และสื่อท้องถิ่นแม้กระทั่งนักการเมืองที่เห็นต่างจากรัฐจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะถูกป้ายสีหรือถูกคุกคามเมื่อพยายามนำเสนอข้อเท็จจริงอีกด้าน ทำให้พื้นที่สาธารณะสำหรับการพูดคุยอย่างสันติถูกลดทอนลง
อะไรคือทางออกเบื้องต้น?
เพื่อป้องกันไม่ให้กรณีความขัดแย้งนี้กลายเป็นเชื้อเพลิงปะทุรอบใหม่ ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการดังนี้:
- จัดตั้งกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ (Independent Fact-Finding Mechanism):
โดยเฉพาะกรณีล่าสุดว่ามีการใช้เฮลิคอปเตอร์ (ฮ.) ยิงใส่ประชาชนหรือไม่ควรนั้นควรมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีความเป็นอิสระและมีความเชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจสอบวิถีกระสุน บันทึกการบินของเฮลิคอปเตอร์ กล้องวงจรปิด และพยานหลักฐานแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยเปิดเผยผลการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
- ยึดมั่นในหลักนิติธรรม: รัฐต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า “รัฐอยู่ภายใต้กฎหมาย” การตรวจสอบเจ้าหน้าที่รัฐไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ความเข้มแข็งของสถาบันและความกล้าหาญในการค้นหาความจริง
- ปฏิรูปบทบาทการรับมือข่าวปลอม: ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมควรทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลางและไร้อคติ ไม่ทำหน้าที่เพียงแค่การประชาสัมพันธ์แก้ข่าวให้ภาครัฐเท่านั้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศสื่อที่ดีและปกป้องกระบวนการสันติภาพในระยะยาว
149 total views, 6 views today

More Stories
ศอ.บต. ชูมาตรา 11 พรบ.บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังเสียงทุกภาคส่วน ลุยขับเคลื่อน 6 มิติพัฒนาใต้
“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” บนเส้นทางดับไฟใต้: ทุบกะลา “การทหารนำการเมือง” ย้อนรอยโมเดล “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” สู่ “สนามการศึกษา”, ถอดรหัสโครงสร้างอำนาจซ้อนและความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย “สมช.-กอ.รมน.-ศอ.บต.”, แฉแผลเป็นทุจริต-วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด, วิกฤตโควตาการเมืองเลขาธิการ ศอ.บต., ตีแผ่เครือข่าย “ทุนเทา-อาชญากรรมข้ามแดน”, ชำแหละวาทกรรม “เกษตรกรไม่รวย” กับโครงสร้างรัฐอุ้มทุนใหญ่, พร้อมเจาะลึก 6 มิติปฏิรูป และโมเดลพลังภาคประชาชนคุมเบ็ดเสร็จ
ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ในมือ “เสธ.ปูด้วง”: เปลี่ยนผ่าน สมช. สู่การนำของทหารและความท้าทายในชายแดนใต้