อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
บทนำ
ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) อย่างเต็มตัว โครงสร้างครอบครัวไทยที่เคยเป็น “ครอบครัวใหญ่” กำลังเลือนหายไป แทนที่ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องใช้ชีวิตลำพังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ปัญหาความโดดเดี่ยว สุขภาพกายและใจ รวมถึงการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของระดับชาติ
อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การแก้ปัญหานี้ไม่ได้ยึดติดอยู่เพียงกรอบนโยบายแบบส่วนกลาง แต่มีการบูรณาการ “อัตลักษณ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม” ผ่านแนวคิด “ปอเนาะผู้สูงวัย” หรือโรงเรียนผู้สูงอายุมุสลิม เพื่อเป็นทางรอดและพื้นที่ปลอดภัยในการดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในมิติด้านจิตวิญญาณและสังคม
จากประสบการณ์จริงในอดีตเมื่อ 50 ปีที่แล้ว ภาพของย่าและเพื่อนผู้สูงวัยที่ไปใช้ชีวิตในปอเนาะใกล้บ้าน ที่ปอเนาะนูรุดดีน หรือโรงเรียนแสงธรรมวิทยามูลนิธิ ตลาดจะนะ จังหวัดสงขลา เพื่อประกอบศาสนกิจและเรียนรู้หลักศาสนา เป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่า ปอเนาะทำหน้าที่เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ที่เชื่อมโยงความรักของครอบครัวผ่านลูกหลานที่คอยส่งอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคมาให้ อีกทั้งยังเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้างแม้กระทั่งเด็กชาย (ผู้เขียน) ที่มานอนเป็นเพื่อนย่า
การนำรากเหง้าเดิมนี้มาต่อยอดในยุคปัจจุบันผ่านแนวคิด “โรงเรียนผู้สูงอายุมุสลิม” จึงไม่ใช่การสร้างสิ่งแปลกปลอม แต่เป็นการฟื้นฟู “ระบบนิเวศแห่งความรัก” ที่เคยทำให้สังคมชายแดนใต้อบอุ่นเสมอมา
สถานการณ์และปัญหา: เมื่อความโดดเดี่ยวไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว
ข้อมูลชี้ชัดว่ามีผู้สูงอายุไทยกว่า 1.8 ล้านคนอาศัยอยู่คนเดียว และแนวโน้มคนไทยวัยทำงานที่ครองตัวเป็นโสดมีสูงถึง 40.5% เมื่อลูกหลานแยกย้ายไปแสวงหาโอกาสทางเศรษฐกิจ บ้านที่เคยอบอุ่นจึงเหลือเพียงความเหงาและความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
ในพื้นที่ชายแดนใต้ บริบทของปัญหาซ้อนทับด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม แม้รัฐจะมีนโยบายสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ แต่การนำรูปแบบโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วไปมาปรับใช้มักพบ “ช่องว่าง” โดยเฉพาะกิจกรรมที่ขัดต่อหลักปฏิบัติทางศาสนา เช่น การเต้นหรือการร้องเพลง ซึ่งส่งผลให้ผู้สูงอายุมุสลิมจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่และสนิทใจ
“ปอเนาะ” ในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
โครงการ “1 ปอเนาะ 1 โรงเรียนผู้สูงอายุมุสลิม” จึงถือกำเนิดขึ้นจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ (ศอ.บต.), ภาคประชาสังคม (เช่น มูลนิธิคนเห็นคน) และ สสส. โดยมีหัวใจสำคัญคือ
- การดูแลแบบองค์รวมวิถีอิสลาม: เปลี่ยนพื้นที่ศาสนสถานหรือปอเนาะให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีกิจกรรมที่ส่งเสริมทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
- การจัดการความรู้และอาชีพ: นอกจากการสอนศาสนาที่ช่วยเติมเต็มความมั่นคงทางใจแล้ว ยังมีการถ่ายทอดทักษะอาชีพ เช่น การทำอาหารหรือน้ำยาล้างจาน เพื่อให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง
- การเตรียมพร้อมสู่ “โลกอาคีเราะห์”: ต่างจากมุมมองทั่วไปที่มุ่งเน้นเพียงการดูแลสุขภาพกาย ที่นี่คือพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุเตรียมความพร้อมทางจิตวิญญาณสำหรับการเดินทางหลังความตายตามความเชื่ออิสลาม ทำให้ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นการเตรียมตัวที่ดีเพื่อไปพบพระเจ้า (อัลลอฮฺ)
(อ่านเพิ่มเติมใน https://section09.thaihealth.or.th/2024/07/11/elderly-muslim/)
พลังแห่งการปรับตัวบนความแตกต่าง
โมเดลปอเนาะผู้สูงอายุสังคมมุสลิมสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายที่ดีต้องไม่เป็น “พิมพ์เขียวเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน” การที่รัฐบาลยอมรับความหลากหลายและใช้แนวทางสังคมพหุวัฒนธรรมในการแก้ปัญหา ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ
- การดึงอัตลักษณ์มาเป็นจุดแข็ง: เมื่อกิจกรรมในโรงเรียนสอดคล้องกับความเชื่อ ผู้สูงอายุจึงรู้สึกเป็นเจ้าของพื้นที่และเข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างมีความสุข
- บทบาทของผู้นำศาสนา: การใช้ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาเป็นผู้ขับเคลื่อน ทำให้การสร้างเสริมสุขภาวะกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว
- ช่องว่างที่ต้องเติมเต็ม: แม้ผลตอบรับจะดี แต่ความท้าทายยังคงอยู่ในการขยายผลให้ครอบคลุมผู้สูงอายุอีกกว่าครึ่งจำนวนมากในพื้นที่ที่ยังเข้าไม่ถึงบริการ และการสร้างความสมดุลระหว่างความสมัครใจของผู้สูงอายุที่ยังอยากอยู่กับครอบครัว กับการสร้างระบบสนับสนุนที่พร้อมรองรับในยามจำเป็น
สรุป
โครงการปอเนาะผู้สูงวัยไม่เพียงแต่เป็นการแก้ปัญหาสุขภาพหรือสวัสดิการ แต่เป็นการสร้าง “ระบบนิเวศแห่งความสุข” ที่ผู้สูงอายุในภาคใต้ได้มีพื้นที่เรียนรู้ตลอดชีวิตภายใต้หลักการศาสนาที่พวกเขาศรัทธา
นี่คือบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทยว่า ในการรับมือกับวิกฤตผู้สูงวัย นอกเหนือจากงบประมาณและเครื่องมือแพทย์แล้ว การเข้าใจ “บริบททางจิตวิญญาณ” และการยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้ผู้สูงอายุในสังคมไทยไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่เพียงลำพังอย่างโดดเดี่ยว แต่ได้รับความรักและความใส่ใจจากชุมชนอย่างแท้จริง
หมายเหตุ
สูงวัยอยู่คนเดียวได้ แต่นโยบาย…ต้องรองรับด้วย
ความเป็น “ครอบครัวใหญ่” ที่เคยเป็นภาพคุ้นตาของสังคมไทย กำลังค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับจำนวนผู้คนที่ “ใช้ชีวิตคนเดียว” เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลพบว่าปัจจุบันมี “ผู้สูงอายุไทย” ราว 1.8 ล้านคน “อาศัยอยู่คนเดียว” ขณะที่คนไทยในวัย 15-49 ปี มีสถานะโสดสูงถึง 40.5% สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างครอบครัวที่เล็กลง และรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากอดีต
จากบ้านที่เคยมีคนหลายรุ่นอาศัยอยู่ร่วมกัน วันนี้หลายครอบครัวเหลือเพียงพ่อแม่กับลูก และเมื่อลูกเติบโต แยกย้ายไปทำงานหรือสร้างครอบครัวของตนเอง บ้านจึงเหลือเพียงผู้สูงวัยใช้ชีวิตอยู่ตามลำพัง แม้การอยู่คนเดียวจะไม่ใช่ปัญหาในตัวเอง แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความโดดเดี่ยวอาจเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความปลอดภัย และการเข้าถึงการดูแลในยามจำเป็น
ทำไมคนไทยอยู่คนเดียวมากขึ้น อยู่คนเดียวแล้วต้องเหงาจริงไหม แล้วนโยบายรัฐเอื้อแค่ไหนกับการรองรับผู้สูงวัยที่อยู่คนเดียว
The Active ชวนทำความเข้าใจเรื่องนี้ผ่านประสบการณ์ของผู้สูงวัยที่ยอมรับว่าชีวิตตามลำพัง มันก็ไม่ได้แย่เสมอไป พร้อมหาคำตอบว่า จริงไหม การอยู่คนเดียวไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยคิดไว้ ผ่านคำอธิบายของ ศ.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จากเวที “ศิลปะของการอยู่คนเดียว” ภายในงาน “มนุษย์ต่างวัย Fest 2026”
(อ้างอิงและอ่านเพิ่ม: https://theactive.thaipbs.or.th/read/elderly-person-living-alone)
3,710 total views, 1,999 views today

More Stories
ขบวนการพาเหรด: กระจกสะท้อนวิถี อัตลักษณ์ และการเมืองในพื้นที่ชายแดนใต้
ข้อมูลส่วนบุคคลภายใต้กฎเหล็กความมั่นคง: วิกฤตศรัทธาและความเป็นส่วนตัวในชายแดนใต้
พลังศรัทธาชาวจะนะ! “บาบอฮุสนีย์” ทำจดหมายเปิดผนึกถึง 1.2 แสนชีวิตชาวจะนะ ระดมทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ ยกระดับสาธารณสุขบ้านเกิด