มิถุนายน 23, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

ใต้เงาละหมาดฮาญัต: เมื่อเสียงวิงวอนของแม่และลูกสาว สั่นสะเทือนถึงฟากฟ้าปาตานี/ชายแดนใต้ ที่นำโดย กะเม๊าะ ผู้ว่าราชการ จังหวัดปัตตานี

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

        ท่ามกลางม่านหมอกแห่งความขัดแย้งที่ปกคลุมพื้นที่ชายแดนใต้มากว่าสองทศวรรษ ร่องรอยของความสูญเสียไม่ได้ปรากฏเพียงในหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายงานข่าว แต่ร่องรอยเหล่านั้นถูกสลักลึกลงในหัวใจของ “ผู้หญิง” ที่ต้องแบกรับความเปราะบางของครอบครัวไว้บนบ่าเพียงลำพัง

       เมื่อเช้าวันที่ 20 มิถุนายนที่ผ่านมา ลานมัสยิดกลางปัตตานีไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่รวมตัวของฝูงชนหลายพันคน แต่มันคือจุดรวมจิตวิญญาณของผู้คนที่เหนื่อยล้าจากการรอคอย “สันติภาพ” ที่ดูเหมือนจะไกลเกินเอื้อม ทว่า ครั้งนี้มีความพิเศษที่ต่างออกไป เมื่อ “กะเม๊าะ” (พาตีเมาะ สะดียามู) ผู้ว่าราชการจังหวัดหญิงแกร่ง ได้เปิดประตูที่เคยปิดตายมานาน—ประตูที่ให้พื้นที่ผู้หญิงได้เข้ามาร่วมยืนหยัดเคียงข้างผู้ชายในการละหมาดฮาญัต เพื่อทูลขอความเมตตาจากอัลลอฮ์ต่อแผ่นดินบ้านเกิด

รอยน้ำตาบนรถเข็น: พลังที่เงียบงันแต่กึกก้อง

        ทีม Civic Women สะท้อนว่า ท่ามกลางฝูงชนที่หลั่งไหลเข้ามา ภาพหนึ่งที่บาดลึกหัวใจคือ หญิงชราพิการคนหนึ่งบนรถเข็น มือของเธอสั่นเทาขณะยกขึ้นดุอาอ์ น้ำตาที่ไหลอาบแก้มไม่ได้สะท้อนถึงความอ่อนแอ แต่มันคือเสียงร้องไห้ของความทรงจำ—ความทรงจำถึงคนที่จากไป ความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจ และวันที่เวลาแห่งความสุขถูกพรากไปเพราะกระสุนหรือความไม่แน่นอน

        ผู้หญิงนับพันคนที่มารวมตัวกันในวันนั้น ไม่ได้มาเพียงเพื่อเป็นผู้สังเกตการณ์ แต่พวกเธอมาในฐานะ “หุ้นส่วนของสันติภาพ” พวกเธอคือผู้ที่เคยได้รับผลกระทบ เป็นผู้ที่เสียสละน้ำตา และเป็นผู้ที่ปรารถนาจะเห็นลูกหลานเติบโตขึ้นโดยไม่ต้องพกพาความหวาดระแวงเป็นเพื่อนร่วมทาง

อุปสรรคที่พังทลาย: จิตวิญญาณที่ไม่แบ่งแยกเพศ

       ในอดีต พื้นที่แห่งนี้อาจถูกขีดเส้นกั้นไว้ด้วยจารีต แต่ในวินาทีที่ผู้หญิงนับพันได้ก้าวเข้าสู่พื้นที่ละหมาดกลางมัสยิด ความเชื่อเดิมๆ ก็ถูกสั่นคลอนด้วยหลักการอิสลามที่ว่า

“พระเจ้าของพวกเขาได้ตอบรับพวกเขาว่า แท้จริงข้าจะไม่ทำให้การงานของผู้กระทำคนใดจากพวกเจ้าสูญเปล่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง”

       การละหมาดครั้งนี้จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ในยามที่แผ่นดินต้องการการเยียวยา สันติภาพไม่ใช่ภาระของเพศใดเพศหนึ่ง แต่คือหน้าที่ของทุกคนที่ศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเสียงดุอาอ์จากผู้ชายในแถวหน้า หรือเสียงสะอื้นจากผู้หญิงในมุมที่มัสยิดจัดไว้ให้ ความหมายของคำขอต่อพระผู้สร้างนั้นมีน้ำหนักเท่าเทียมกันเสมอ คือการขอให้ “ความยุติธรรม” และ “ความสงบสุข” กลับคืนมา

บทสรุป: สันติภาพที่โอบกอดทุกคน

      ภาพที่เห็นในวันนั้นอาจดูน่าเศร้าเมื่อเราตระหนักถึงสิ่งที่พวกเธอต้องผ่านพ้นมาตลอดกว่า 20 ปี แต่มันกลับเป็นภาพที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความหวัง เป็นพลังของผู้หญิงที่ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา แต่เลือกที่จะใช้ความศรัทธาและพื้นที่สาธารณะในการทวงคืนสันติภาพ

      วันนี้ สตรีปาตานี/ชายแดนใต้ไม่ได้ยืนอยู่หลังม่านแห่งความเงียบอีกต่อไป แต่พวกเธอได้ยืนยันตัวตนแล้วว่า พวกเธอคือ “หัวใจ” ที่เต้นอยู่ของสังคม และพร้อมที่จะร่วมเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหา เพื่อให้แผ่นดินแห่งนี้กลับมาเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับคนทุกเพศทุกวัยอีกครั้ง

โอ้อัลลอฮ์… โปรดตอบรับคำวิงวอนของพวกเรา ให้สันติภาพโอบกอดปาตานี และให้ความยุติธรรมเยียวยาหัวใจที่แตกสลายให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้ง

อามีน


หมายเหตุ

      การมีส่วนร่วมของสตรีในกิจกรรมทางศาสนาสาธารณะ การร่วมวิงวอนขอพร (ดุอาอ์) และการเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสันติภาพในสังคม ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการศาสนา ในทางกลับกัน อิสลามได้วางรากฐานและให้การรับรองบทบาทเหล่านี้ไว้อย่างชัดเจน ทั้งในคัมภีร์อัลกุรอานและแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด (ﷺ)

นี่คือหลักฐานสำคัญที่ยืนยันถึงบทบาทและสิทธิของสตรีในเรื่องนี้ครับ

1. หลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอาน

อัลกุรอานได้เน้นย้ำถึง “ความเท่าเทียมในคุณค่าของภาระหน้าที่” และ “ความเป็นหุ้นส่วนทางสังคม” ระหว่างชายและหญิงไว้อย่างชัดเจน ดังนี้

  • ความเท่าเทียมในการตอบรับดุอาอ์และการทำความดี

“พระเจ้าของพวกเขาได้ตอบรับพวกเขาว่า แท้จริงข้าจะไม่ทำให้การงานของผู้กระทำคนใดจากพวกเจ้าสูญเปล่า ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง…”

(ซูเราะห์ อาลิอิมรอน : 195)

นัยยะ: อายะฮ์นี้เป็นหลักฐานยืนยันว่า ต่อหน้าอัลลอฮ์ เสียงวิงวอนและการประกอบคุณงามความดีของผู้หญิงมีน้ำหนักและได้รับการตอบรับเท่าเทียมกับผู้ชายทุกประการ การที่ผู้หญิงออกมาร่วมละหมาดฮาญัตจึงเป็นการปฏิบัติที่พระองค์ทรงมองเห็นและให้คุณค่า

  • ความเป็นหุ้นส่วนในการดูแลสังคมและสร้างสันติภาพ (การสั่งใช้ความดีและห้ามความชั่ว)

“และบรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิงนั้น ต่างเป็นผู้ช่วยเหลือ (พันธมิตร) ซึ่งกันและกัน พวกเขาสั่งใช้ให้ทำความดีและห้ามปรามการทำชั่ว…”

(ซูเราะห์ อัต-เตาบะฮ์ : 71)

นัยยะ: การแสวงหาสันติภาพและความยุติธรรมถือเป็น “ความดี” ขั้นสูงสุดประการหนึ่งในอิสลาม อายะฮ์นี้มอบหมายความรับผิดชอบทางสังคมให้เป็นหน้าที่ร่วมกันของทั้งชายและหญิง สตรีจึงไม่ใช่แค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนและปกป้องสังคม

2. หลักฐานจากวัจนะและแบบอย่างของศาสดา (ซุนนะห์ / หะดีษ)

ในหน้าประวัติศาสตร์ยุคของท่านนบีมุฮัมมัด (ﷺ) สตรีไม่ได้ถูกกันให้อยู่แต่ในบ้าน แต่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่สาธารณะและในยามที่ประชาชาติเกิดวิกฤต

  • สิทธิในการเข้าถึงมัสยิดและพื้นที่สาธารณะทางศาสนา

ท่านนบี (ﷺ) ได้กำชับอย่างชัดเจนไม่ให้กีดกันผู้หญิงจากการไปมัสยิด

“พวกท่านอย่าได้ห้ามบรรดาอิสตรีของอัลลอฮ์ ไปยังบรรดามัสยิดของอัลลอฮ์”

(บันทึกโดย อิหม่ามบุคอรีและมุสลิม)

  • การมีส่วนร่วมในการชุมนุมใหญ่และพลังแห่งการวิงวอนหมู่

ในวันสำคัญทางศาสนา เช่น วันอีด ท่านนบี (ﷺ) ส่งเสริมให้ผู้หญิงทุกคนออกมาร่วมกิจกรรม แม้แต่ผู้ที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน (ซึ่งไม่ต้องละหมาด) ก็ให้ออกมาด้วย

ท่านหญิงอุมมุอะฏียะฮ์ รายงานว่า: “พวกเราถูกสั่งให้ออกไปในวันอีด… แม้กระทั่งหญิงที่มีประจำเดือน โดยให้อยู่ด้านหลังของผู้คน พวกนางจะร่วมกล่าวตักบีรพร้อมกับพวกเขา และร่วมวิงวอนขอพร (ดุอาอ์) ไปพร้อมกับพวกเขา โดยหวังในความสิริมงคลและความบริสุทธิ์ของวันนั้น”

(บันทึกโดย อิหม่ามบุคอรีและมุสลิม)

นัยยะ: แสดงให้เห็นว่าอิสลามต้องการ “พลังมวลชน” ที่รวมถึงผู้หญิง ในการร่วมวิงวอนขอความเมตตาจากอัลลอฮ์ในวาระสำคัญของชุมชน

  • บทบาทของสตรีในการให้คำปรึกษาและคลี่คลายวิกฤตระดับชาติ

      ในเหตุการณ์ “สนธิสัญญาหุเดบียะฮ์” ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความตึงเครียดทางการเมืองและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ เหล่าซอฮาบะฮ์ (สาวก) เกิดความลังเลที่จะทำตามคำสั่งของท่านนบี (ﷺ) ในการโกนศีรษะและเชือดสัตว์พลี

ท่านนบีได้นำความหนักใจนี้ไปปรึกษา ท่านหญิงอุมมุซะละมะฮ์ ภรรยาของท่าน ซึ่งนางได้ให้คำแนะนำอันชาญฉลาดว่า

“โอ้ท่านร่อซูล ท่านจงออกไปและอย่าพูดกับใครเลย จนกว่าท่านจะเชือดสัตว์ของท่านและเรียกช่างมาโกนศีรษะท่าน”

ท่านนบีทำตามคำแนะนำนั้น และเมื่อผู้คนเห็น ต่างก็รีบปฏิบัติตามทันที วิกฤตจึงคลี่คลายลงได้ด้วยวิสัยทัศน์ของสตรี

บทสรุปเชิงประจักษ์

      หลักฐานเหล่านี้ยืนยันว่า การที่ผู้หญิงในปาตานีออกมาร่วมละหมาดฮาญัต เรียกร้องสันติภาพและความยุติธรรม ไม่ใช่เรื่องแปลกแยก แต่เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของอิสลามที่มองว่า “สตรีคือครึ่งหนึ่งของสังคม” หากปราศจากเสียงและการมีส่วนร่วมของพวกเธอ กระบวนการเยียวยาและการสร้างสันติภาพที่แท้จริงย่อมไม่อาจสมบูรณ์ได้เลย

 1,049 total views,  1,049 views today

You may have missed