อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: รอยเท้าแห่งการแบ่งปันตลอด 4 ทศวรรษ
ตลอดระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา สำนักส่งเสริมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่หน่วยงานบริหารจัดการการเรียนรู้ แต่เปรียบเสมือน “จิ๊กซอว์ตัวสำคัญ” ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากรั้วมหาวิทยาลัยออกไปสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินงานตลอดสี่ทศวรรษคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า ปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ว่า “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” นั้น ได้ถูกหลอมรวมอยู่ในทุกลมหายใจของการทำงานของสำนักฯ
บทบาท “โซ่ข้อกลาง” แห่งการให้

หัวใจสำคัญที่ทำให้สำนักส่งเสริมและบริการวิชาการยืนหยัดมาได้อย่างสง่างาม คือการทำหน้าที่เป็น “โซ่ข้อกลาง” ที่ทรงประสิทธิภาพ ดังคำกล่าวของ อุสตาซอับดุลสุโก ดินอะ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา (ผู้เขียน) ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของสำนักฯ ได้อย่างชัดเจนว่า
“สำนักส่งเสริมฯ ทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางแห่งความร่วมมือ เชื่อมคณาจารย์และองค์ความรู้จากหลากหลายคณะ เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้เยาวชนในพื้นที่ที่ยังขาดแคลน”
โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ชนบทใกล้กับสถานีบริการวิชาการชุมชนเทพา ตำบลสะกอม รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้รับประโยชน์จากความร่วมมือดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงแต่ในกลุ่มนักเรียน แต่ยังครอบคลุมถึงผู้ปกครองและชุมชนโดยรอบ
ล่าสุด มีการร่วมจัด ค่ายเยาวชนอาสาสื่อกลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และพหุวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 17–19 มิถุนายน 2569 โดยมีหลักการสำคัญในการเชื่อมโยงศักยภาพของอำเภอจะนะและอำเภอเทพา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะชายหาดและท้องทะเลที่สวยงาม
สิ่งสำคัญที่สุดคือการเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ชาวพุทธและมุสลิมอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ศักยภาพดังกล่าวดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศมาเลเซียที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบและความขัดแย้งด้านทัศนคติเกี่ยวกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ในพื้นที่ ได้ส่งผลให้เกิดความหวาดระแวงและบดบังภาพลักษณ์ที่งดงามของชุมชน ทำให้คนภายนอกมองพื้นที่ในเชิงลบ และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
โครงการดังกล่าวจึงมุ่งพัฒนาเยาวชนในพื้นที่ ซึ่งมีจุดเด่นด้านภาษาอาหรับ มลายู และอังกฤษ รวมถึงความสามารถในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ให้เป็น Local Guide และนักสื่อสารสร้างสรรค์ เพื่อทำหน้าที่เป็น “สื่อกลาง” ถ่ายทอดเรื่องราวดี ๆ ของชุมชน สร้างความเข้าใจระหว่างคนในและคนนอกพื้นที่

วัตถุประสงค์ของโครงการ
- เพื่อพัฒนาทักษะเยาวชนให้เป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในการถ่ายทอดประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของจะนะ–เทพา
- เพื่อสร้างการรับรู้เชิงบวกและภาพลักษณ์ที่สร้างสรรค์สู่สาธารณะผ่านสื่อสังคมออนไลน์โดยฝีมือของเยาวชน
- เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างรายได้เสริมให้กับครัวเรือนในชุมชน
ดังนั้น บทบาทของสำนักส่งเสริมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จึงไม่ใช่เพียงการเป็น “ผู้ให้” หรือ “ผู้ส่งต่อ” แต่เป็นการ ถักทอเครือข่ายความร่วมมือ ระหว่างคณะวิชาที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ากับโจทย์ปัญหาจริงของชุมชน ทำให้การบริการวิชาการกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล
คุณค่าที่มากกว่าวิชาการ
ความภาคภูมิใจตลอด 40 ปี ไม่ได้วัดกันที่จำนวนโครงการหรือตัวเลขผู้เข้าอบรม แต่คือ “ความผูกพัน” ที่เกิดขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน
การทลายกำแพงแห่งการเรียนรู้
สำนักฯ สามารถเปลี่ยน “ความรู้ในหอคอยงาช้าง” ให้กลายเป็น “ทักษะติดตัว” สำหรับเยาวชนและคนในชุมชน โดยมีคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นฐานพลังความรู้
เสียงสะท้อนแห่งการเปลี่ยนแปลง
คำบอกเล่าจากภาคีเครือข่ายอย่างอุสตาซอับดุลสุโก เป็นเครื่องยืนยันว่าการบริการวิชาการของสำนักฯ ได้เข้าไปเติมเต็มช่องว่างที่ขาดแคลน ทั้งในมิติทางวิชาการ สังคม และจิตใจ
ความยั่งยืนบนพื้นฐานของความเข้าใจ
ตลอด 40 ปี สำนักฯ ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ซึ่งต้องอาศัยความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมและความละเอียดอ่อนในการทำงาน และได้พิสูจน์แล้วว่าคือ “สะพานเชื่อม” ที่เข้มแข็งที่สุด
ข้อเสนอแนะการพัฒนาต่อยอด: สู่การเป็น Platform แห่งโอกาสที่เท่าเทียม
1. Digital Transformation for Learning
ขยายผลโครงการด้วยการสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ที่เข้าถึงง่ายสำหรับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง
2. Community-Driven Service
ปรับรูปแบบการบริการวิชาการจากการ “นำสิ่งที่มหาวิทยาลัยมีไปให้” เป็น “การร่วมกันค้นหาความต้องการของชุมชน” (Co-creation) เพื่อให้โครงการบริการวิชาการมีความแม่นยำและแก้ปัญหาได้ตรงจุดยิ่งขึ้น
3. Building an Alumni Network of Learners
สร้างเครือข่ายศิษย์เก่าที่เคยผ่านโครงการของสำนักฯ เพื่อเป็น “พี่สอนน้อง” ส่งต่อแรงบันดาลใจและแบ่งปันองค์ความรู้แบบ Peer-to-Peer ซึ่งจะช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับระบบนิเวศการเรียนรู้ในระยะยาว
บทสรุป: สานต่อปณิธาน สู่อนาคตที่ยั่งยืน
40 ปีของสำนักส่งเสริมและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ไม่ใช่เพียงการเดินทางที่ผ่านมา แต่คือรากฐานอันมั่นคงสำหรับก้าวต่อไป
เราเชื่อมั่นว่าด้วยบทบาทการเป็นโซ่ข้อกลางที่เชื่อมประสานอย่างมีหัวใจ สำนักฯ จะยังคงเป็นกำลังสำคัญในการสืบสานพระราชปณิธาน และเป็นแสงสว่างที่สร้างโอกาสให้กับเยาวชนและสังคมไทยสืบไป
“สำนักส่งเสริมฯ 40 ปี เพื่อเพื่อนมนุษย์… มุ่งมั่นสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”
![]()
![]()
808 total views, 808 views today


More Stories
นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ภาษาไทยผ่านภาษาแม่: โมเดลความร่วมมือเพื่อความยั่งยืนทางการศึกษา ณ โรงเรียนบ้านตันหยงเปาว์ จังหวัดปัตตานี
พลิกโฉมการศึกษาชายแดนใต้: พลัง “พหุภาษา” ผสานความร่วมมือมหาวิทยาลัย สู่ทางออกที่ยั่งยืน
เทศบาลเมืองเบตง เดินหน้าขับเคลื่อน “Betong Lifelong Learning City” มหกรรมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเบตงอย่างยั่งยืน