อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
การประกาศขึ้นทะเบียน “ระบบเขียนภาษามลายูปาตานี อักษรยาวี” ให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ถือเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมและรัฐศาสตร์ที่สำคัญยิ่ง ซึ่งสะท้อนถึงการนิยาม “ความเป็นไทย” ในรัฐไทยสมัยใหม่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเน้นย้ำ “เอกภาพเชิงเดี่ยว” ไปสู่การโอบรับ “พหุวัฒนธรรม” อย่างเป็นรูปธรรม
1. นิยามความเป็นไทยในมิติทางวิชาการ: จากรัฐชาติสู่รัฐพหุวัฒนธรรม
ในทางวิชาการ นิยามของ “ความเป็นไทย” ได้รับการตีความใหม่ผ่านทฤษฎี รัฐพหุวัฒนธรรม (Multicultural State) ซึ่งก้าวข้ามกรอบแนวคิดเดิมที่มักผูกติดอยู่กับ “ความเป็นไทยภาคกลาง” (Central Thai-centrism) อันประกอบด้วย ภาษาไทยมาตรฐาน ศาสนาพุทธ และระเบียบอำนาจนิยมแบบจารีต
ในรัฐไทยสมัยใหม่ “ความเป็นไทย” ถูกนิยามใหม่ให้เป็น “พื้นที่ร่วมแห่งอัตลักษณ์” (Shared Identity Space) ที่ไม่จำเป็นต้องกลมกลืน (Assimilation) จนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่เป็นการยอมรับใน “เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย” (Unity in Diversity) การที่รัฐรับรองภาษามลายูปาตานีในฐานะมรดกของชาติ จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านสถานะของภาษาจาก “ภาษาของคนกลุ่มน้อย” หรือ “ภาษาที่มีนัยยะทางการเมือง” มาสู่การเป็น “สมบัติส่วนรวมของรัฐไทย” ที่มีสถานะความภาคภูมิใจร่วมกัน
2. ความเป็นจริง: การก้าวข้ามวาทกรรมความมั่นคง
ในความเป็นจริง สังคมไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การประกาศนี้จึงเป็นมากกว่าเชิงสัญลักษณ์ แต่เป็น “การเมืองเรื่องการรับรอง” (Politics of Recognition):
- การลดช่องว่างของความรู้สึก: สำหรับคนในพื้นที่ การได้รับการรับรองจากส่วนกลางคือการยืนยันว่าวิถีชีวิต อัตลักษณ์ และประวัติศาสตร์ของพวกเขาไม่ได้ถูกผลักออกนอกพื้นที่ความเป็นไทย แต่ถูกนับรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของร่มไม้ชายคาเดียวกัน
- การปรับตัวของรัฐ: รัฐไทยกำลังแสดงให้เห็นว่า “ความมั่นคง” ไม่ได้เกิดจากการควบคุมทางวัฒนธรรม แต่เกิดจากการสร้างความรู้สึกมีส่วนร่วม (Inclusivity) การขึ้นบัญชีอักษรยาวีจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเปลี่ยนมุมมองจาก “ความแตกต่างที่เป็นภัย” มาเป็น “ความแตกต่างที่เป็นทุนทางวัฒนธรรม”
3. บทสะท้อนและหมุดหมายสู่การอยู่ร่วมกัน
เหตุการณ์นี้สะท้อนบทเรียนสำคัญสามประการที่ไทยต้องนำไปขยายผล:
- การนิยามไทยที่ยืดหยุ่น: “คนไทย” ไม่จำเป็นต้องพูดภาษาไทยมาตรฐานเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเป็นคนไทยที่ใช้อักษรยาวีในการบันทึกภูมิปัญญา และยังคงความเป็นไทยที่สมบูรณ์ได้ ความเป็นไทยจึงเป็นคำที่กว้างพอจะโอบรับความแตกต่าง
- วัฒนธรรมคือสะพานเชื่อม: เมื่อวัฒนธรรมท้องถิ่นได้รับการยกย่องในระดับชาติ ความหวาดระแวงระหว่างรัฐและประชาชนในพื้นที่จะลดทอนลง และเปลี่ยนเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับพหุวัฒนธรรมมากขึ้น
- ความท้าทายในการปฏิบัติ: การขึ้นทะเบียนเป็นเพียงก้าวแรก การจะรักษาและส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมตามกฎหมาย พ.ศ. 2559 ต้องอาศัยการสนับสนุนทั้งงบประมาณ การศึกษา และการเปิดพื้นที่ให้ภาษามลายูปาตานีได้แสดงศักยภาพในมิติอื่นๆ ไม่ใช่เพียงในฐานะวัตถุทางวัฒนธรรมที่ถูกเก็บรักษาในพิพิธภัณฑ์ แต่เป็นภาษาที่มีชีวิตและมีการใช้งานจริง
บทสรุป
การที่รัฐไทยประกาศให้ “ภาษามลายูปาตานี อักษรยาวี” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ คือการตอกย้ำว่า “ความเป็นไทย” ในสมัยใหม่ ไม่ใช่การลดทอนความหลากหลายให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว แต่คือการรักษาความหลากหลายนั้นไว้ให้เป็นหัวใจสำคัญของความเป็นไทย
นี่คือหลักไมล์ของการสร้างรัฐที่เติบโตบนพื้นฐานของความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญต่อความสงบสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสังคมไทยในอนาคต
บทสะท้อนนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถามว่า เราจะสามารถนิยาม “ความเป็นไทย” ให้กว้างไกลและโอบรับทุกกลุ่มคนได้อย่างไรในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกวินาที
หมายเหตุดู
รายงานคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.): เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์
ชื่อผู้เขียน: คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.)ใน
https://peaceresourcecollaborative.org/deep-south/nrcreport
2,922 total views, 2,922 views today

More Stories
แม้ไม่เห็นด้วยกับโรงไฟฟ้า แต่เราก็ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรง: ถอดบทเรียนจากเหตุบุกรุกโรงไฟฟ้าชีวมวลในจังหวัดชายแดนภาคใต้
นายอำเภอเบตงลงพื้นที่พบปะผู้นำศาสนา หารือแนวทางขับเคลื่อนงานศาสนา-พัฒนาคุณภาพชีวิต เสริมความสามัคคีสังคมพหุวัฒนธรรม
นายอำเภอเบตง เปิดโครงการพัฒนา ชรบ. เสริมศักยภาพดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ยกระดับเบตงเป็นเมืองท่องเที่ยวปลอดภัย