อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

การจัดการเรียนรู้ด้านภาษาในพื้นที่ชายแดนใต้ถือเป็น “กุญแจดอกแรก” ที่สำคัญที่สุดในการลดความเหลื่อมล้ำ เพราะภาษาไม่ใช่แค่เครื่องมือสื่อสาร แต่เป็น “สะพานเชื่อมโยงโลกทัศน์” ของเด็กเข้ากับเนื้อหาการเรียนรู้ หากเด็กต้องเรียนรู้ในสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ (ภาษาที่สองที่ยังไม่แข็งแรง) ผลลัพธ์คือความไม่มั่นใจและการหลุดออกจากระบบการศึกษาในที่สุด
แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้านภาษาในพื้นที่ควรปรับเปลี่ยนจากระบบ “บังคับใช้ภาษาเดียว” มาเป็น “การจัดการศึกษาพหุภาษา (Multilingual Education)” โดยมีข้อเสนอเชิงปฏิบัติที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบท ดังนี้ครับ:
1. ใช้ “ภาษามลายูถิ่น” เป็นฐานการเรียนรู้ช่วงปฐมวัย
แทนที่จะหักดิบให้เด็กเรียนวิชาการด้วยภาษาไทยเพียงอย่างเดียวในช่วงเริ่มเข้าเรียน ควรใช้ “ภาษาแม่ (ภาษามลายูถิ่น)” เป็นสื่อกลางในการอธิบายแนวคิดพื้นฐาน (Concepts) เช่น วิทยาศาสตร์เบื้องต้น คณิตศาสตร์ หรือสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อให้เด็กเกิดความเข้าใจเชิงตรรกะก่อน แล้วจึงค่อยๆ เชื่อมโยงศัพท์ภาษาไทยเข้าไปทีละน้อย
2. โมเดล “ภาษาที่สาม” (มลายู-ไทย-อังกฤษ/อาหรับ)
พื้นที่ชายแดนใต้มีศักยภาพในการเป็นพื้นที่ “พหุภาษา” ที่โดดเด่นมากกว่าส่วนอื่นของประเทศ ควรเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าภาษาแม่เป็น “อุปสรรค” ให้กลายเป็น “ต้นทุน” โดย:
- สร้างหลักสูตรสามภาษา: ให้เด็กมีความคล่องแคล่วในภาษาแม่ (ภาษามลายูถิ่นเพื่อการสื่อสาร/อัตลักษณ์) ภาษาไทย (เพื่อการสื่อสารระดับประเทศ/ราชการ) และภาษาที่สามที่ใช้ในบริบทโลก (เช่น อังกฤษ สำหรับการค้าชายแดน หรือ อาหรับ สำหรับความเข้าใจทางศาสนาและวิชาการ)
- การสอนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สอง (Thai as a Second Language – TSL): ปรับวิธีการสอนภาษาไทยให้เป็นมิตรและเป็นระบบสำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ภาษาไทยเป็นภาษาแรก โดยครูต้องได้รับการฝึกอบรมเทคนิคการสอน TSL โดยเฉพาะ
3. ครูและสื่อการสอนที่เข้าใจวัฒนธรรม (Cultural Responsiveness)
- ครูในพื้นที่และครูอาสา: สนับสนุนการผลิตและใช้ครูที่เป็นคนในพื้นที่ ซึ่งมีความเข้าใจทั้งในภาษาและวัฒนธรรมของนักเรียน ทำให้สามารถสื่อสารและถอดรหัสความเข้าใจของเด็กได้แม่นยำกว่าครูที่มาจากนอกพื้นที่เพียงอย่างเดียว
- สื่อการเรียนรู้สองภาษา (Bilingual Materials): ผลิตหนังสือเรียนหรือสื่อมัลติมีเดียที่มีคำอธิบายควบคู่กันทั้งภาษาไทยและภาษามลายู (อักษรยาวีหรืออักษรไทย) เพื่อให้เด็กสามารถเทียบเคียงความเข้าใจได้ด้วยตนเอง
4. สร้างสภาพแวดล้อมที่ “ปลอดภัยทางภาษา”
- พื้นที่สร้างสรรค์: สนับสนุนให้เยาวชนทำคอนเทนต์ดนตรี ละครสั้น หรือสื่อโซเชียลมีเดียที่ใช้ภาษาแม่ ผสมผสานกับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อลดความประหม่าในการใช้ภาษาและเปลี่ยนเป็นความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ตนเอง
- ห้องเรียนที่ไร้การตัดสิน: สร้างวัฒนธรรมในโรงเรียนที่ไม่ตำหนิเมื่อเด็กใช้ภาษาแม่ หรือไม่ตีตราว่าการพูดภาษาไทยไม่ชัดคือความบกพร่อง แต่เป็นก้าวแรกของการเรียนรู้
มุมมองการแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล:
เมื่อถามถึงสิ่งที่สามารถ เริ่มต้นได้ทันทีโดยไม่ต้องรองบประมาณก้อนใหญ่ ในบริบทของนราธิวาส ผมเห็นว่ามี 2 ประเด็นที่ทำได้ผ่าน “พลังทางสังคม”:
- การตั้ง “คลังปัญญาอาสาภาษาแม่”: ในแต่ละชุมชนหรือมัสยิด มีผู้รู้ ผู้สูงอายุ หรือบัณฑิตจบใหม่ที่ใช้ภาษามลายูและภาษาไทยได้ดีเยี่ยม สามารถจัดตั้งกิจกรรม “สอนเสริมด้วยภาษามลายู” ในวันหยุดหรือช่วงเย็น เพื่อช่วยเด็กที่เรียนช้าให้เข้าใจบทเรียนในห้องเรียน โดยใช้เครือข่ายภาคประชาสังคม (เช่น สมาคมประชาสังคมนราธิวาส) เป็นแกนกลางในการประสานงาน
- กิจกรรม “การอ่านสองภาษาในครอบครัว”: รณรงค์ให้พ่อแม่ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่าน โดยใช้สื่อการเรียนรู้พื้นฐานที่ใช้ทั้งสองภาษา การให้พ่อแม่มีบทบาทในการอ่านนิทานหรือเล่าเรื่องโดยใช้ภาษาแม่ร่วมกับสื่อการสอนของโรงเรียน จะช่วยสร้าง “ความต่อเนื่องทางการเรียนรู้” จากโรงเรียนสู่บ้านได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้งบรัฐมากนัก
คำถามชวนคิดต่อ: ในมิติด้าน “เศรษฐกิจชายแดน” ที่เยาวชนนราธิวาสต้องการผลักดัน หากเราสามารถพัฒนาทักษะ “ภาษามลายู-ไทย-อังกฤษ” ให้กับเยาวชนได้อย่างเป็นระบบ คุณคิดว่าศักยภาพของนราธิวาสในฐานะ “ประตูเชื่อมมาเลเซีย” จะเติบโตไปในทิศทางไหนได้บ้างที่โดดเด่นกว่าจังหวัดอื่นๆ ?หรือไม่อย่างไร จะทำอย่างไร มีข้อเสนอแนะอย่างไร และนโยบายสาธารณะ
การใช้ “การศึกษาส่วนหน้า” (Education Frontline) โดยมี ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ที่รับผิดชอบด้านการศึกษาโดยเฉพาะ เป็นกลยุทธ์ที่เฉียบคมมาก เพราะปัญหาการศึกษาในชายแดนใต้ไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่เป็นเรื่องของความมั่นคง สังคม และพหุวัฒนธรรม
หากจะขับเคลื่อนให้เกิดผลจริงในเชิงนโยบายระหว่าง กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ ศอ.บต. โดยมีผู้ช่วยเลขาธิการฯ เป็นแกนกลาง ซึ่งจากข้อเสนอของสามพี่น้องสถาบันการศึกษาอิสลามและรมว.ศึกษาธิิการร่วมกับศอ.บต.เห็นด้วยแล้ว

ขอเสนอแนวทางเชิงโครงสร้างและการปฏิบัติ ดังนี้
1. “ศูนย์บูรณาการการศึกษาส่วนหน้า (Education Frontline Center)”
ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ควรมีอำนาจในการสั่งการแบบ “เบ็ดเสร็จในพื้นที่” (Area-based Management) โดยมีตัวแทนจาก ศธ. (เขตพื้นที่การศึกษา/ศธจ.), กอ.รมน.ภาค 4 สน. และหน่วยงานท้องถิ่นมานั่งทำงานร่วมกันผ่านสภาการศึกษาลายแดนใต้ เพื่อ:
- Decentralization: มีอำนาจตัดสินใจปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่โดยไม่ต้องรอส่วนกลางอนุมัติทุกขั้นตอน
- One-Stop Data: รวมฐานข้อมูลเด็กหลุดระบบจากทุกหน่วยงานมาไว้ที่เดียว เพื่อการติดตามรายบุคคล (Case Management)
2. นโยบาย “หลักสูตรท้องถิ่นนำร่อง” (Area-Specific Curriculum)
การศึกษาส่วนหน้าต้องมีอำนาจในการ “Sandbox” หลักสูตร:
- การสอนภาษาที่สอง (TSL): กำหนดเป็นนโยบายเร่งด่วน ให้มีการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาที่สองอย่างเป็นระบบในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยใช้ครูในพื้นที่และอาสาสมัครรวมกันออกแบบกับมหาวิทยาลัยในพื้นที่และนอกพื้นที่เช่นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหิดล ที่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้
- การรับรองวิทยฐานะและหลักสูตรปอเนาะ: เชื่อมโยงการเรียนศาสนาเข้ากับระบบการศึกษาของรัฐให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้เด็กที่เรียนในปอเนาะสามารถวุฒิการศึกษาที่นำไปต่อยอดอาชีพหรือการเรียนต่อได้จริง โดยไม่ต้องทิ้งพื้นฐานทางศาสนา
3. ระบบ “ครูและบุคลากรพื้นที่พิเศษ”
การขับเคลื่อนโดยผู้ช่วยเลขาธิการฯ ควรเน้นไปที่:
- ครูอาสาและปราชญ์ท้องถิ่น: สร้างกลไกจ้างงานปราชญ์ชาวบ้านหรือบัณฑิตในพื้นที่เข้ามาเป็น “ผู้ช่วยสอน” หรือ “พี่เลี้ยง” ในโรงเรียน เพื่อลดช่องว่างทางวัฒนธรรมและภาษา
- สวัสดิการและค่าตอบแทนพื้นที่: ผลักดันค่าตอบแทนพิเศษ (Hardship Allowance) สำหรับครูที่ทำงานในพื้นที่เสี่ยงหรือพื้นที่ห่างไกล เพื่อดึงดูดคนเก่งให้อยู่ในระบบการศึกษานานขึ้น
4. เชื่อมโยง “การศึกษา” กับ “เศรษฐกิจเยาวชน” (Education-to-Economy)
ผู้ช่วยเลขาธิการฯ ควรทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ระหว่างสถานศึกษากับตลาดแรงงานชายแดน:
- Vocational Sandbox: พัฒนาวิทยาลัยอาชีวศึกษาให้เป็นศูนย์ฝึกทักษะที่ตอบโจทย์การค้าชายแดน (เช่น โลจิสติกส์, ดิจิทัลคอมเมิร์ซ, การแปรรูปฮาลาล)
- Youth Entrepreneurship Fund: ตั้งกองทุนสนับสนุนเยาวชนที่จบการศึกษา ให้มีทุนตั้งต้นในการประกอบอาชีพในพื้นที่ โดยทำงานร่วมกับสถาบันการเงินชุมชนหรือกองทุนหมู่บ้าน
5. การสร้าง “พื้นที่ถกแถลง” (Deliberative Platform) อย่างต่อเนื่อง
นำรูปแบบเวที Anak Menara มาทำให้เป็นกิจลักษณะ:
- Transparency Portal: สร้างระบบรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาการศึกษาออนไลน์ที่ประชาชนตรวจสอบได้
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์ต่อ ศธ. และ ศอ.บต. ในฐานะ “คู่คิดนโยบาย”
- เปลี่ยนบทบาท ศธ. เป็น “ผู้สนับสนุน” (Enabler): แทนที่จะสั่งการจากส่วนกลาง ศธ. ควรทำหน้าที่สนับสนุนงบประมาณ มาตรฐานวิชาการ และเทคโนโลยี ส่วนการบริหารจัดการ (Management) ให้เป็นหน้าที่ของ “การศึกษาส่วนหน้า” ของ ศอ.บต.
- ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ต้องเปลี่ยน: อย่าดูแค่คะแนนสอบมาตรฐาน (เช่น O-NET) ให้ดูที่ “อัตราการหลุดจากระบบ (Dropout Rate)”, “อัตราการมีงานทำของเยาวชน (Youth Employability)” และ “ดัชนีความรู้สึกปลอดภัยในโรงเรียน”
- สร้างความมั่นใจผ่านงบประมาณที่เข้าถึงง่าย: ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ต้องมี “งบประมาณยืดหยุ่น” (Flexible Fund) สำหรับโครงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในระดับตำบล/โรงเรียน โดยไม่ต้องรอรอบปีงบประมาณปกติ
ประเด็นสำคัญ: การศึกษาส่วนหน้าจะไม่สำเร็จหากคนในพื้นที่รู้สึกว่าถูก “สั่งการ” จากข้างบน การให้ผู้ช่วยเลขาธิการ ศอ.บต. ทำงานแบบ “รับฟังและร่วมตัดสินใจ” ร่วมกับภาคประชาสังคมและเยาวชน จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้มีความชอบธรรมและยั่งยืน
หมายเหตุ อ่านบทความประกอบ
️ ”เยาวชนนราธิวาสอยากเห็นอะไร: 10 ปัญหาเร่งด่วน สู่ 4 วาระเปลี่ยนอนาคตจังหวัด“ โดย Muhammad Bugree Lebahangus
บทคัดย่อ
บทความนี้ มุ่งวิเคราะห์ข้อเสนอของเยาวชนจากเวที “โครงการถกแถลงวาระการขับเคลื่อนและการพัฒนาองค์กรภาคประชาสังคมจังหวัดนราธิวาส” หรือ Narathiwat Agenda Deliberation : Anak Menara ซึ่งจัดโดยสมาคมประชาสังคมนราธิวาส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 โดยมีศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหน่วยงานสนับสนุน เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เยาวชนเสนอปัญหาสำคัญของจังหวัดนราธิวาสผ่านกระบวนการระดมความคิดเห็น ก่อนจะจัดหมวดหมู่และโหวตเลือกวาระเร่งด่วน ผลปรากฏว่าปัญหา 10 ประเด็น ได้แก่ การศึกษา สันติภาพและความไม่สงบ เศรษฐกิจและปากท้อง อาชีพและความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ยาเสพติด คอร์รัปชัน วัฒนธรรม ภัยพิบัติ และการพัฒนาเยาวชน สามารถสรุปเป็น 4 วาระหลัก คือ การศึกษา สันติภาพและความมั่นคง เศรษฐกิจและอาชีพ และการต่อต้านคอร์รัปชัน บทความเสนอว่าเสียงของเยาวชนไม่ใช่เพียงข้อร้องเรียนเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นกระจกสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของจังหวัดชายแดนใต้ และควรถูกยกระดับเป็นวาระสาธารณะของจังหวัดนราธิวาส
อ้างอิงจาก
https://www.facebook.com/share/p/1BBUqZz74H/?mibextid=wwXIfr
2,583 total views, 2 views today

More Stories
สมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ประณามเหตุรุนแรงระแงะ จี้คุ้มครองสถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย
Southern Private Schools Confederation Association (SPS) Partners with Universiti Utara Malaysia (UUM), Ranked 11th in ASEAN, to Elevate Islamic Private Education to International Standards
โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ จะนะ ร่วมกับ ศูนย์ ปภ. เขต 12 สงขลา จัดโครงการซ้อมแผนเผชิญเหตุ ประจำปี 2569 สร้างภูมิคุ้มกันความปลอดภัยในสถานศึกษา