มิถุนายน 3, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เสียงสะท้อนจาก “บ้านกาแย” นราธิวาส: เมื่อความมั่นคงทางทหารและความมั่นคงในที่ดินสวนทางกับวิถีชีวิต

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: ความเงียบเชียบที่ถูกทำลาย ณ หมู่บ้านอายุสองศตวรรษ

        ท่ามกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ของเทือกเขาซีโป “บ้านกาแย” (หมู่ 5 ตำบลดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส) คือชุมชนมลายูท้องถิ่นเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานยาวนานกว่า 200 ปี

        ทว่าในวันนี้ ความสงบสุขตามวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านกลับต้องสั่นคลอนอย่างรุนแรง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับ “ความอยุติธรรมสองด้าน” ที่โถมกระหน่ำเข้ามาพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือภัยคุกคามจากอำนาจรัฐในนามของความมั่นคง และอีกด้านหนึ่งคือความเสี่ยงที่จะสูญเสียที่ดินทำกินจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ

อธิบาย: วิกฤตรุมเร้าและการไร้ที่ยืนในที่ดินของตนเอง

1. วิกฤตความมั่นคง: ความหวาดกลัวใต้เสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์

       สถานการณ์ล่าสุดในบ้านกาแยสะท้อนถึงการใช้อำนาจรัฐที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานอย่างชัดเจน เริ่มจากการที่อิหม่ามประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตใจอันเป็นที่เคารพรักของชุมชน ถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมตัวไปยังค่ายทหารโดยยังไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาที่โปร่งใส นำมาซึ่งความกังวลใจของคนในพื้นที่

      ซ้ำร้ายเมื่อกลางดึกของวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ชาวบ้านต้องตกอยู่ในความขวัญผวาจากเหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์บินวนเหนือหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงระเบิดกึกก้องกัมปนาทบริเวณภูเขาติดชุมชนถึง 8 ครั้ง

      เหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างบาดแผลทางจิตใจ แต่ยังส่งผลกระทบต่อปากท้อง เพราะชาวบ้านไม่กล้าเดินทางเข้าไปกรีดยางหรือทำสวนบนภูเขาซึ่งเป็นอู่ข้าวอู่น้ำหลัก

2. วิกฤตสิทธิที่ดิน: หมู่บ้าน 200 ปีที่รัฐมองว่าเป็น “ป่า”

     ความเจ็บปวดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นคือ บ้านกาแยทั้งหมู่บ้าน ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินเลยแม้แต่รายเดียว ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา รัฐไทยละเลยการพิสูจน์สิทธิและสร้างความมั่นคงในที่ดินให้แก่ชุมชนโบราณแห่งนี้ ชาวบ้านบางส่วนมีเพียงใบ ส.ค. 1 (ใบแจ้งการครอบครอง) เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เอกสารสิทธิอย่างเป็นทางการ ที่ดินทำกินและที่ตั้งบ้านเรือนของพวกเขาถูกกฎหมายส่วนกลางนิยามว่าเป็น “ป่า” ตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อบ้านกาแยถูกระบุให้เป็น 1 ใน 32 หมู่บ้านที่จะถูกผนวกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ “อุทยานแห่งชาติน้ำตกซีโป” การประกาศเขตป่าอนุรักษ์นี้มาพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ซึ่งอาจทำให้วิถีชีวิตการพึ่งพาผืนป่าและที่ดินทำกินของชาวบ้านกลายเป็นเรื่อง “ผิดกฎหมาย” ในชั่วข้ามคืน

ตารางเปรียบเทียบสถานะ “บ้านกาแย” ในมุมมองของชุมชน VS รัฐ

มุมมองของชุมชน (ความจริง) มุมมองของรัฐ (กฎหมาย)
หมู่บ้านเก่าแก่ดั้งเดิม อายุ > 200 ปี พื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ 2484
มีใบ ส.ค. 1 บ่งบอกการครอบครอง ไม่มีเอกสารสิทธิที่ดินอย่างเป็นทางการ
พึ่งพาผืนป่าและทำสวนตามวิถีชีวิต พื้นที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ

3. มุมมองจากนักวิชาการ: การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในชายแดนใต้

       ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบ้านกาแยไม่ได้เป็นเรื่องโดดเดี่ยว แต่เป็นภาพสะท้อนของโครงสร้างอำนาจรัฐที่ไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ ดังเช่นทัศนะของ ผศ.ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิชาการผู้ยืนหยัดเคียงข้างสิทธิของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด

      ผศ.ดร.ชลิตา เองก็เคยเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจรัฐจากการออกมาแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกให้พื้นที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นการถูก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ฟ้องร้องในข้อหา ม.116 (ยุยงปลุกปั่น) ในปี 2562 จากเวทีเสวนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการถูกอดีตนายทหารอย่าง “ผู้กองปูเค็ม” โจมตีและกล่าวหาว่าสนับสนุนการแบ่งแยกดินแดนในปี 2563 (ซึ่งท้ายที่สุดศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำคุกผู้กองปูเค็มในคดีหมิ่นประมาท)

       ประสบการณ์ของ ดร.ชลิตา ยิ่งตอกย้ำว่า การเรียกร้องความเป็นธรรมและสิทธิขั้นพื้นฐานในพื้นที่แห่งนี้ ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างยิ่งยวดท่ามกลางแรงกดดันจากฝ่ายความมั่นคง

บทสรุป: คืนความเป็นธรรม คุ้มครองชาติพันธุ์และวิถีชุมชน

        สิ่งที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านกาแยในปัจจุบัน คือภาพตัวแทนของความเหลื่อมล้ำที่ประชาชนระดับฐานรากต้องแบกรับ ทั้งภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตจากการปฏิบัติการทางการทหาร และภัยคุกคามต่อความมั่นคงในที่อยู่อาศัยจากการประกาศเขตอุทยานฯ โดยขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน

       เครือข่าย Tanah Kita Network รวมถึงภาคประชาสังคมและนักวิชาการ จึงขอส่งกำลังใจและความห่วงใยไปยังพี่น้องชาวบ้านกาแยทุกคน พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า

“ผืนป่าจะยั่งยืนไม่ได้หากไร้ซึ่งความเป็นธรรมต่อมนุษย์ที่ดูแลป่ามานับร้อยปี”

รัฐไทยจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย ยุติการคุกคามจากฝ่ายความมั่นคง และเร่งคุ้มครองสิทธิในที่ดินทำกินรวมถึงวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านกาแย เพื่อให้สมเกียรติของชุมชนโบราณและคืนความยุติธรรมที่พวกเขาพึงมีมาอย่างช้านาน

 301 total views,  301 views today