อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ท่ามกลางไฟใต้ที่คุกรุ่นมานานกว่าสองทศวรรษ เหตุการณ์ควบคุมตัว “อิหม่ามมะนาเซ” โต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านกาแย ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนถึงรอยร้าวลึกในใจของผู้คน แม้ท่านจะได้รับการปล่อยตัวกลับสู่อ้อมกอดของชุมชนในเวลาเพียงหนึ่งวัน ท่ามกลางเสียง “อัลฮัมดุลิลลาฮ์” และคราบน้ำตาแห่งความโล่งใจของชาวบ้าน
อย่างไรก็แล้วแต่ ท่านให้สัมภาษณ์ว่า ท่านจะคงทำงานในฐานะผู้นำศาสนา ที่ยืนหยัดสร้างกระบวนการสันติภาพ ภายใต้หลักคิดสันติวิธี สอดคล้องกับหลักการอิสลาม กฎหมายไทยและสากล แต่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของคน ๆ หนึ่ง หากคือภาพสะท้อนของผู้นำศาสนาอีกหลายคนที่กำลังทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมสันติภาพ” แต่กลับต้องเดินอยู่บนเส้นลวดแห่งความไม่ไว้วางใจจากรัฐ
เมื่อผู้นำที่ยืนหยัดบนหลักการอิสลาม สันติวิธี และกฎหมายไทยและสากล ยังคงถูกมองด้วยสายตาเคลือบแคลง เราในฐานะสังคมจะร่วมกันโอบอุ้มแนวคิดและปกป้องพื้นที่ยืนของพวกเขาได้อย่างไร?
1. เข้าใจ “ความจริง” ของพื้นที่: ผู้นำศาสนาคือภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย
ก้าวแรกของการโอบอุ้ม คือการปรับเปลี่ยนแว่นตาที่ใช้มอง สำหรับชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ “โต๊ะอิหม่าม” ไม่ใช่เพียงผู้จดทะเบียนสมรสหรือนำละหมาดอย่างเดียว แต่คือศูนย์รวมจิตใจ คอยตักเตือน ปลอบโยน และหยิบยื่นความยุติธรรมในระดับชุมชน ยามที่รัฐเอื้อมมือไปไม่ถึง
การที่ฝ่ายความมั่นคงใช้เพียง “คำซัดทอด” (ซึ่งในทางกฎหมายปกติมีน้ำหนักต่ำมาก) นำกำลังอาวุธครบมือเข้าเชิญตัวผู้นำศาสนาในยามวิกาล จึงเปรียบเสมือนการทำลาย “พื้นที่ปลอดภัย” ของชุมชนอย่างรุนแรง
สังคมภายนอกจำเป็นต้องเข้าใจว่า การขับเคลื่อนงานชุมชนและการยึดมั่นในหลักการศาสนาของอิหม่าม ไม่ใช่การต่อต้านรัฐ แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ชุมชนห่างไกลจากความรุนแรงต่างหาก
2. หนุนเสริม “โมเดลเปลี่ยนผ่าน”: สันติวิธีเริ่มต้นที่วิธีปฏิบัติต่างมุม
เราสามารถโอบอุ้มแนวคิดสันติภาพได้ ผ่านการผลักดันให้รัฐปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงาน จาก “สายตาที่ระแวง” มาเป็น “มือที่ร่วมมือ” โดยถอดบทเรียนจากกรณีจะแนะ ไปสู่การขับเคลื่อน “โมเดลสงขลา” (Soft Approach) อย่างเป็นรูปธรรม
- เปลี่ยนวิธีเชิญตัว: เลิกใช้การปิดล้อมหรือกดดันเชิงสัญลักษณ์ที่สร้างความตื่นตระหนก แต่ให้ใช้กลไกการประสานงานผ่านสถาบันศาสนา โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา หรือตาดีกา ที่ครอบครัวและชุมชนไว้วางใจ ให้เป็นผู้พามาพบเจ้าหน้าที่
- ผลลัพธ์ที่ได้เปรียบ: วิธีนี้ช่วยให้รัฐได้ข้อมูลตามกระบวนการตรวจสอบ โดยไม่เสียมวลชน ไม่สร้างบาดแผลทางใจให้ชาวบ้าน และไม่เป็นการเติมเชื้อไฟให้กลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่พร้อมจะลุกลาม
3. สร้าง “เกราะกำบัง” ด้วยกฎหมายปกติที่โปร่งใส
การโอบอุ้มผู้ยืนหยัดเพื่อสันติภาพที่ดีที่สุด คือการทำให้มั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับความคุ้มครองภายใต้หลักนิติธรรม (Rule of Law) ไม่ใช่กฎหมายพิเศษที่ไร้การตรวจสอบ
สังคมและภาคประชาสังคมต้องร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องใน 2 ประเด็นหลัก:
- บังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ อย่างเคร่งครัด: ทุกกระบวนการเชิญตัวและซักถามในค่ายทหาร ต้องมีการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่อง มีการแจ้งอัยการและฝ่ายปกครอง เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและปกป้องความบริสุทธิ์ของทุกฝ่าย
- การตรวจสอบโดยตุลาการ (Judicial Oversight): ศาลต้องทำหน้าที่กลั่นกรอง “คำซัดทอด” อย่างเข้มงวด ไม่ปล่อยให้กระบวนการความมั่นคงควบคุมตัวบุคคลได้ตามอำเภอใจเพียงเพราะคำบอกเล่าที่ขาดหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์รองรับ
4. ร่วมส่งเสียงและโอบกอดด้วย “ดุอาอ์” และ “พลังประชาสังคม”
ภาพของสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) และเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เดินทางไปเยี่ยมเยียนและให้กำลังใจอิหม่ามมะนาเซถึงบ้านพัก คือตัวอย่างที่งดงามของการ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
เราสามารถโอบอุ้มแนวคิดของเขาได้ด้วยการร่วมเป็นสักขีพยานแห่งสันติภาพ ไม่ปล่อยให้ผู้ทำงานสันติวิธีต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ร่วมกันแสดงจุดยืนสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี เคารพในความแตกต่าง และร่วมส่งจิตอธิษฐาน (ดุอาอ์) ให้บรรดาอุละมาอ์ ผู้นำชุมชน และประชาชนทุกคน ปลอดพ้นจากความอยุติธรรมและความหวาดกลัว
บทสรุป: สันติภาพไม่อาจโตบนดินที่เต็มไปด้วยความระแวง
กฎอัยการศึกและ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่ลากยาวมานานกว่าสองทศวรรษ เปรียบเสมือน “ยาแรงในห้อง ICU” ที่หากใช้นานเกินไป ย่อมทำลายระบบภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของสังคม
การยืนหยัดของอิหม่ามมะนาเซและผู้นำอีกหลายท่านในพื้นที่ คือข้อพิสูจน์ว่า “ความอดทน ความสามัคคี และหลักศาสนา” คือเข็มทิศที่จะนำพาสังคมผ่านบททดสอบนี้ไปได้
หน้าที่ของพวกเราทุกคนคือการช่วยกันถอนลิ่มความระแวงของรัฐ และเปลี่ยนมันเป็นพื้นที่แห่งความเข้าใจ เพื่อให้เมล็ดพันธุ์แห่งสันติภาพที่แท้จริง ได้หยั่งรากลึกลงในแผ่นดินปาตานีอย่างยั่งยืนสืบไป
ขอให้อัลลอฮ์ทรงประทานความสงบ ความปลอดภัย และความเมตตาแก่ครอบครัวและชุมชนตลอดไป… อามีน
หมายเหตุ
จากข่าว
[ News ]
CAP และเครือข่ายภาคประชาสังคมเยี่ยม “อิหม่ามมะนาเซ” หลังถูกควบคุมตัว 1 วัน ย้ำเดินหน้าสันติภาพและงานชุมชน
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นายรอมซี ดอฆอ ประธานสมัชชาประชาสังคมเพื่อสันติภาพ (CAP) พร้อมเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในพื้นที่ เดินทางเข้าเยี่ยมอิหม่ามมะนาเซ ที่บ้านพักในพื้นที่ดุซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงควบคุมตัว ฉก.46 เขาตันหยง เป็นเวลา 1 วัน ก่อนจะได้รับการปล่อยตัวกลับภูมิลำเนา
บรรยากาศการเดินทางกลับของอิหม่ามนาซีร์ เป็นไปอย่างอบอุ่น โดยมีชาวบ้าน ผู้นำชุมชน และเครือข่ายภาคประชาสังคมจำนวนหนึ่งเดินทางมาให้กำลังใจ พร้อมร่วมรับฟังสภาพความเป็นอยู่และข้อห่วงใยของอิหม่ามหลังผ่านกระบวนการควบคุมตัว
ระหว่างการพบปะ อิหม่ามมะนาเซได้สะท้อนความห่วงใยต่อสถานการณ์ในพื้นที่ พร้อมฝากข้อคิดให้ประชาชนยึดมั่นในความอดทน ความสามัคคี และหลักศาสนา เพื่อร่วมกันเผชิญกับบททดสอบและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคม
ด้านตัวแทน CAP ระบุว่า การพบปะครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการเยี่ยมให้กำลังใจ แต่ยังเป็นพื้นที่ในการเสริมสร้างความเข้มแข็งระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคม เพื่อเดินหน้าภารกิจด้านศาสนา งานสาธารณะ และการสร้างสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ร่วมกันต่อไป
ทั้งนี้ เครือข่ายภาคประชาสังคมยังได้ร่วมกันแสดงจุดยืนสนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายดำเนินการภายใต้หลักความเป็นธรรม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และลดเงื่อนไขความหวาดระแวงในพื้นที่
พร้อมกันนี้ ได้ร่วมขอดุอาอ์ขอพรต่ออัลลอฮ์ ซบ. ให้ทรงคุ้มครองบรรดาอุละมาอ์ ผู้นำชุมชน และประชาชนทุกคน ให้ปลอดพ้นจากความอยุติธรรม ความหวาดกลัว และสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขต่อไป
ที่มา : https://www.facebook.com/share/p/1Hob1M5sAg/
#NEWS
#wartani_news
#PATANI
Let us be the witnesses for peace in PATANI // ร่วมเป็นสักขีพยานเพื่อสันติภาพ ณ ปาตานี // Bersama kita menjadi saksi demi kedamaian di PATANI
846 total views, 846 views today

More Stories
ข้อเสนอถึง ครม.สัญจร: พลิกโฉมเปลี่ยนผ่าน “จะนะเมืองอุตสาหกรรมหนัก” สู่ “จะนะเมืองการศึกษา (นานาชาติ)”
เมื่อเสียงเฮลิคอปเตอร์ยามค่ำคืนสั่นคลอนความมั่นคงของพลเรือน
เมล็ดพันธุ์แห่งศรัทธา: ‘เด็กฟัรดูอีน’ ฟันเฟืองชีวิตและจิตอาสาใต้ร่มเงาศาสนา