อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

กรณีการสนธิกำลังเข้าตรวจสอบและเชิญตัว “อิหม่ามมะนาเซ” โต๊ะอิหม่ามประจำหมู่บ้านกาแย ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส เข้าสู่กระบวนการซักถาม ณ ศูนย์ซักถาม หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 46 (ค่ายเขาตันหยง) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 แม้จะจบลงอย่างรวดเร็วด้วยการส่งตัวกลับภูมิลำเนาในวันถัดมา (20 พฤษภาคม 2569) หลังเสร็จสิ้นการพูดคุยและตรวจสอบข้อเท็จจริง ท่ามกลางบรรยากาศการต้อนรับอย่างอบอุ่นของชาวบ้าน
แต่ในมิติทางกฎหมาย ความมั่นคง และสังคมศาสตร์ เหตุการณ์นี้เป็นมากกว่าแค่การ “เชิญตัวปะปนพูดคุย” ทว่ามันคือภาพสะท้อน (Microcosm) ของโครงสร้างปัญหาที่ยืดเยื้อมานานกว่า 22 ปีในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นคือ การปะทะกันระหว่างการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษที่อ้าง “คำซัดทอด” กับความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมของประชาชน ซึ่งหากบริหารจัดการผิดพลาดเพียงนิดเดียว ก็พร้อมจะกลายเป็น “น้ำผึ้งหยดเดียว” ที่จุดไฟให้ลามทุ่ง และสั่นคลอนไปถึงเก้าอี้แม่ทัพภาคที่ 4 ได้ไม่ยาก
1. วงจร “คำซัดทอด” บนฐานกฎหมายพิเศษ: ดาบสองคมที่ไร้การตรวจสอบ
ในสมรภูมิชายแดนใต้ เครื่องมือทางกฎหมายความมั่นคง เช่น พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ. 2457 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความคล่องตัวให้เจ้าหน้าที่ ทหารมีอำนาจเหนือกฎหมายปกติในการตรวจค้น ควบคุมตัวบุคคลได้ไม่เกิน 7 วัน โดยไม่ต้องมีหมายจับของศาล (ตามมาตรา 15 ทวิ ของกฎอัยการศึก)
บ่อยครั้ง “ชนวน” ของการเข้าเชิญตัวหรือจับกุม มักเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า “คำซัดทอด” (Confession/Statement implicating others) จากผู้ถูกควบคุมตัวชุดก่อนหน้า เพื่อขยายผลหาเครือข่าย อย่างไรก็ตาม จากรายงานเชิงนโยบายและงานวิจัยเชิงประจักษ์ (เช่น สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) พบว่ากระบวนการนี้เป็นดาบสองคมที่มีราคาต้องจ่ายสูงยิ่ง:
น้ำหนักในชั้นศาลต่ำ แต่น้ำหนักในการปฏิบัติการสูง:
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อาญา) มาตรา 227/1 ระบุชัดเจนว่า ศาลไทยต้องรับฟังพยานซัดทอดด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรเชื่อโดยลำพังหากไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่หนักแน่น (เช่น พยานวัตถุ หรือหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์) มารองรับ ทำให้คดีความมั่นคงจำนวนมากในชายแดนใต้สุดท้ายจบลงที่ “ศาลยกฟ้อง” ในชั้นฎีกา
ความย้อนแย้งอยู่ตรงที่ แม้คำซัดทอดจะเบาบางในชั้นศาล แต่กลับมีอำนาจล้นพ้นในชั้นปฏิบัติการของฝ่ายความมั่นคง เพียงแค่คำบอกเล่าของผู้ต้องหาในค่ายทหารที่ไร้ทนายความร่วมรับฟัง ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นกำลังทหารอาวุธครบมือเข้าปิดล้อมบ้านของประชาชนหรือผู้นำศาสนาได้ในยามรุ่งสาง
2. ผลกระทบเชิงประจักษ์: ได้ไม่คุ้มเสีย และการพังทลายของ “ภูมิคุ้มกันสังคม”
แม็กนิจูดความเสียหายจากการใช้อำนาจ “เชิญตัวตามอำเภอใจ” โดยขาดพยานหลักฐานสนับสนุนทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน ส่งผลกระทบเชิงลบใน 3 มิติหลัก:
| มิติผลกระทบ | ข้อเท็จจริงจากงานวิจัยและสถานการณ์จริง |
|---|---|
| ความชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรม | การควบคุมตัวในสถานที่ปิดของทหาร (ศูนย์ซักถาม) ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการซ้อมทรมานเพื่อให้ได้มาซึ่งคำสารภาพหรือคำซัดทอดทอดไปสู่อื่น เกิดความหวาดระแวง และความรู้สึก “เลือกปฏิบัติ” (Double Standard) |
| เศรษฐกิจและวิถีชีวิตชุมชน | การคงกฎหมายพิเศษยาวนานบั่นทอนดัชนีความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ธุรกิจประกันภัยไม่คุ้มครองพื้นที่ การตั้งด่านและการตรวจค้นยามวิกาลกระทบเศรษฐกิจฐานราก เช่น ชาวสวนยางพาราและผู้ขนส่งสินค้าเกษตร |
| ความเชื่อมั่นต่อรัฐ (Trust) | เมื่อเป้าหมายเป็น “ผู้นำศาสนา” หรือ “โต๊ะอิหม่าม” ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ความรู้สึกสะเทือนใจและไม่ปลอดภัยจะแผ่ขยายไปทั้งหมู่บ้านทันที แม้รัฐจะปล่อยตัวในวันต่อมา แต่รอยร้าวและความไม่ไว้วางใจได้เกิดขึ้นแล้ว |
3. ทางออกและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: ปฏิรูป “จุดถ่วงดุล” และ โมเดลเปลี่ยนผ่าน
เพื่อรื้อถอนวงจรอำนาจเก่าและเปลี่ยนผ่านไปสู่สันติภาพที่แท้จริง รัฐไทยจำเป็นต้องสร้าง “จุดถ่วงดุล” (Counterbalance) และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานผ่าน 3 มาตรการเร่งด่วน:
1) บังคับใช้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ อย่างเคร่งครัดในศูนย์ซักถาม
พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 คือเครื่องมือสำคัญที่สุดในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ต้องบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มควบคุมตัวจนถึงสิ้นสุดกระบวนการซักถาม และต้องแจ้งให้อัยการและฝ่ายปกครองทราบทันที เพื่อเป็นหลักประกันความโปร่งใส ป้องกันการบังคับขู่เข็ญ และปกป้องตัวเจ้าหน้าที่เองจากการถูกกล่าวหา
2) การกลั่นกรองโดยองค์กรตุลาการ (Judicial Oversight)
ในขั้นตอนการขอหมายจับหรือขยายเวลาควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ ศาลควรไต่สวนมูลฟ้องและตรวจสอบความเชื่อมโยงของ “คำซัดทอด” อย่างละเอียด ว่ามีพยานวัตถุรองรับหรือไม่ ไม่ควรอนุญาตหากเป็นเพียงความสงสัยที่เลื่อนลอย เพื่อลดข้อครหาเรื่องการกลั่นแกล้ง
3) ถอดบทเรียนจาก “จะแนะ” สู่ “โมเดลสงขลา” (Soft Approach)
ในเหตุการณ์ที่ อ.จะแนะ แม้เจ้าหน้าที่จะพยายามดึงผู้นำศาสนาเข้าร่วมสังเกตการณ์เพื่อความโปร่งใส แต่กระบวนการขนกำลังเข้าไปเชิญตัวก็ยังสร้างความตื่นตระหนกตกใจให้แก่ชุมชน
รัฐควรนำ “โมเดลสงขลาสมัย พลเอก ศานติ ศกุนตนาค อดีตแม่ทัพภาคที่ 4 สมัยเป็นผบ.ฉก.สงขลา และถูกสานต่อสมัย พลเอก วรเดช เดชรักษา อดีต รองแม่ทัพภาคที่ 4 และ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า อดีตผบ.ฉก.สงขลา” (ความร่วมมือระหว่าง ฉก.สงขลา กับสถาบันปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา และตาดีกา) มาปรับใช้ในพื้นที่อื่น ๆ อย่างเป็นรูปธรรมโดยสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ ได้ยื่นหนังสือ ให้กับรมว.กลาโหมปัจจุบัน พิจารณา
- เปลี่ยนวิธีเชิญตัว: เมื่อมีความจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูล ให้ประสานผ่านตัวแทนจากสามสถาบันศาสนา/การศึกษาที่ผู้ต้องสงสัยและครอบครัวให้ความไว้วางใจ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นเป็นผู้พามาพบเจ้าหน้าที่ด้วยตนเอง
- ผลลัพธ์: รัฐไม่ต้องขนคนมาเชิญตัวอย่างเอิกเกริก ประชาชนไม่ตกใจ สื่อไม่แตกตื่น มีเพียงญาติและผู้นำที่ไว้วางใจร่วมรับฟัง รัฐได้ข้อมูลครบถ้วนโดยไม่เสียมวลชน และไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่
บทสรุป: ยาแรงที่กำลังทำลายภูมิคุ้มกัน
กฎอัยการศึกเปรียบเสมือน “ยาแรง” หรือ “ห้อง ICU ทางกฎหมาย” มีไว้เพื่อระงับวิกฤตเฉพาะหน้าในระยะสั้น การลากยาวใช้นานกว่าสองทศวรรษย่อมทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทางสังคมและนิติรัฐปกติเสียหาย สันติภาพที่ยั่งยืนไม่มีวันงอกงามได้บนผืนดินที่เต็มไปด้วยความระแวงและความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม
ถึงเวลาที่ฝ่ายความมั่นคงต้องเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพา “คำซัดทอดและกฎหมายพิเศษ” ไปสู่ “กระบวนการยุติธรรมทางอาญาปกติที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง” เพื่อไม่ให้กรณีอิหม่ามมะนาเซ หรือกรณีอื่นใดในอนาคต กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่แผดเผาความพยายามสร้างสันติภาพในชายแดนใต้ให้กลายเป็นจลาจลอีกครั้ง
53 total views, 53 views today

More Stories
คำถามเรื่อง ความเหมาะสมของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและคุมนโยบายหลักสูตร “4ส” ของสถาบันพระปกเกล้า
“วันอีดิลอัฎฮาไม่ตรงกันในสังคมไทย” เพื่อถอดรหัสโมเดลการอยู่ร่วมกันแบบ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” วิเคราะห์ผ่านบทความ ผศ.ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด
วุฒิสภาจับมือสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย 2 สถาบันการศึกษา ถอดบทเรียน 22 ปี จชต. ระดมขุนพลความมั่นคง-สันติภาพ เดินหน้าขับเคลื่อน “พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน”