อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
แตกต่างแต่ไม่แตกแยก: ถอดรหัสวันอีดไม่ตรงกัน สู่แบบจำลองความสามัคคีที่มากกว่าตรรกะ
บทนำ: เมื่อ “วันแห่งความรื่นเริง” กลายเป็นพื้นที่สะท้อนรอยร้าว
ปรากฏการณ์วันเฉลิมฉลองทางศาสนาอย่าง “วันอีดิลอัฎฮา” ที่ไม่ตรงกันในสังคมมุสลิมไทย ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่ปะทุขึ้นซ้ำๆ ทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันที่ข้อมูลข่าวสารเชื่อมต่อโลกทั้งใบเข้าด้วยกัน เมื่อสำนักจุฬาราชมนตรีประกาศกำหนดวันที่ต่างไปจากผลการดูจันทร์เสี้ยวของประเทศซาอุดีอาระเบีย สังคมมุสลิมมักจะแตกออกเป็นสองเสี่ยงทันที ฝ่ายหนึ่งยึดมั่นในระบบกลไกและการปกครองของท้องถิ่น (Local Moon Sighting) ขณะที่อีกฝ่ายยึดโยงกับศูนย์กลางจิตวิญญาณโลกและการตื่นตัวตามกระแสโลกาภิวัตน์ (Global Moon Sighting)
ความขัดแย้งนี้มักถูกนำเสนอผ่านการปะทะกันด้วยข้อมูล ดาราศาสตร์ นิติศาสตร์อิสลาม (Fiqh) และการอ้างอิงสายรายงานตัวบท (Hadith) ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “ดาราศาสตร์” หรือ “ความถูกต้องทางวิชาการ” แต่มันคือภาพสะท้อนชั้นดีของทฤษฎีสังคมศาสตร์ที่ว่า “หลักการและเหตุผลเพียงอย่างเดียว ไม่เคยพอที่จะสร้างความสามัคคี” และบทความนี้จะพาไปสำรวจว่า เราจะใช้คุณธรรมและโครงสร้างอำนาจอย่างไร เพื่อเปลี่ยนรอยร้าวนี้ให้กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ
อภิปราย: เบื้องหลังความต่าง และภาพลวงตาของ “ตรรกะ”
1. มนุษย์ไม่ได้ตัดสินใจด้วยตรรกะ: ภาพสะท้อนจากวันอีดที่แตกต่าง
ในทางสังคมศาสตร์ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ความรู้สึก อัตลักษณ์ และความทรงจำ มากกว่าตรรกะบริสุทธิ์ เมื่อเกิดกรณีวันอีดไม่ตรงกัน ฝ่ายที่ตามซาอุฯ มักไม่ได้ตามเพราะเข้าใจสูตรดาราศาสตร์มากกว่า แต่เกี่ยวข้องกับ “อัตลักษณ์กลุ่ม” ที่รู้สึกเชื่อมโยงกับมหาชนในพิธีฮัจญ์ หรือความรู้สึกร่วมในระดับสากล ในขณะที่ฝ่ายที่ตามจุฬาราชมนตรีก็ขับเคลื่อนด้วย “ความไว้วางใจ” ในสถาบันปกครองท้องถิ่น และต้องการรักษาความเป็นปึกแผ่นของชุมชนมุสลิมในประเทศ
ดังนั้น หลายครั้งที่เหล่านักวิชาการพยายามอธิบาย เขียนบทความยาวเหยียด อ้างสูตรคำนวณหรือตัวบทเพื่อ “เอาชนะ” อีกฝ่าย ผลลัพธ์จึงกลายเป็น “ยิ่งอธิบายมาก ยิ่งแตกแยก” เพราะในมุมมองของผู้ฟัง การยัดเยียดเหตุผลของฝ่ายตนคือการไป “ลบล้างตัวตนและด้อยค่าความศรัทธา” ของอีกฝ่าย อัลกุรอานจึงได้เตือนถึงธรรมชาติข้อนี้ของมนุษย์ไว้ความว่า:
وَكَانَ الْإِنسَانُ أَكْثَرَ شَيْءٍ جَدَلًا
“และมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ชอบโต้เถียงมากที่สุด” (อัลกุรอาน 18:54)
ประโยคนี้เตือนใจเราว่า “นิสัยชอบเอาชนะ” สามารถบดบังความจริงและทำลายความสัมพันธ์ได้อย่างง่ายดาย
2. ความจริง กับ ความสามัคคี: ปัจจัย 5 ประการที่ขาดหาย
คนส่วนใหญ่มักตกหลุมจินตนาการที่ว่า “ถ้าทุกคนเข้าใจเหตุผลเดียวกัน สังคมจะสามัคคี” แต่โลกความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น ความสามัคคีไม่ได้เกิดจากความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียว (Homogeneity) แต่เกิดจากความเข้าใจว่าจะจัดการกับความต่างอย่างไร ผ่านปัจจัยหลัก 5 ประการ:
- ความยุติธรรม (Justice): สังคมจะไม่มีวันสงบตราบใดที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าถูกกดทับหรือเลือกปฏิบัติ หากฝ่ายที่คิดต่างในเรื่องวันอีดรู้สึกว่าตนเอง “ไม่มีที่ยืน” หรือถูกตราหน้าว่าเป็นพวกนอกคอก พวกเขาจะปิดใจทันที ต่อให้ยกเหตุผลที่ดีแค่ไหนมาอ้างก็ตาม
- ความเมตตาและการให้อภัย: การใช้แต่ “ความถูกต้อง” โดยไร้หัวใจจะทำให้สังคมเย็นชา ในอดีต ท่านศาสดามุฮัมมัด ﷺ มักเลือกที่จะ รักษาหัวใจคน มากกว่าการชนะข้อถกเถียง
- เป้าหมายร่วม (Shared Mission): มุสลิมทั้งสองฝ่ายต่างมีเป้าหมายร่วมกันคือการแสวงหาความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้าในวันอีด การตระหนักถึงภารกิจใหญ่ร่วมกันจะทำให้ประเด็นเรื่อง “วันไหน” กลายเป็นเรื่องรอง
- ความไว้วางใจ (Trust): หากขาดความไว้วางใจต่อตัวบุคคลหรือองค์กรผู้พูด ต่อให้ข้อมูลนั้นถูกต้อง 100% คนก็พร้อมจะปฏิเสธ
- มารยาทในการเห็นต่าง (Adab): อารยธรรมอิสลามยุคคลาสสิกเต็มไปด้วยการเห็นต่างของเหล่านักปราชญ์ แต่พวกเขามี “อะดับ” คือไม่ดูหมิ่น ไม่รีบด่วนตัดสินเจตนาของผู้อื่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดียปัจจุบัน
3. บทเรียนจากท่านศาสดา: วางเหตุผลไว้ใต้คุณธรรม
เมื่อย้อนมองประวัติศาสตร์ ท่านศาสดามุฮัมมัด ﷺ ไม่ได้สร้างเอกภาพด้วยการเปิดเวทีดีเบต แต่ท่านเริ่มจากการขัดเกลาจิตใจและสร้างความรักระหว่างพี่น้องก่อน (ในยุคมักกะฮ์) ท่านใช้คุณธรรมนำหน้าตรรกะ จนแม้แต่ศัตรูอย่าง Abu Sufyan (ในขณะนั้น) ยังต้องยอมรับต่อหน้าจักรพรรดิเฮราคลิอุสว่า ท่านศาสดาเป็นคนไม่โกหกและรักษาสัญญา
นอกจากนี้ ท่านศาสดายังทรงส่งเสริมการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่ไร้ประโยชน์ ผ่านวัจนปฏิบัติ (หะดีษ) ความว่า:
“ฉันรับประกันบ้านหลังหนึ่งในชายขอบสวรรค์แก่ผู้ที่ละทิ้งการโต้เถียง แม้เขาจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม”
และในยุคของบรรดาอัครสาวก (Sahabah) พวกเขาก็มีความเห็นต่างในรายละเอียดการปฏิบัติมากมาย แต่สังคมยังคงรักษา “เอกภาพใหญ่” ไว้ได้ เพราะพวกเขามีอัตตาที่ต่ำ และมองเป้าหมายในโลกหน้า (อาคิเราะฮ์) ใหญ่กว่าความต้องการเอาชนะในโลกนี้
4. ความจริงทางการเมือง: บทบาทของ “อำนาจ” ในการควบคุมแรงปะทะ
อย่างไรก็ตาม สังคมศาสตร์สายสมจริง (Realism) อย่าง Thomas Hobbes มองว่า มนุษย์ไม่อาจอยู่ร่วมกันอย่างสงบได้ด้วยจิตสำนึกเพียงอย่างเดียว หากไม่มี “อำนาจส่วนกลาง” ที่เข้มแข็ง สังคมจะก้าวสู่ความโกลาหล ในประวัติศาสตร์อิสลามเองก็ยอมรับบทบาทของอำนาจปกครอง (Sultan/Imam) ในการระงับข้อพิพาท ดังคำกล่าวของปราชญ์ยุคโบราณที่ว่า “ผู้ปกครองที่ไม่สมบูรณ์ยังดีกว่าความระส่ำระสาย (Fitnah)”
เมื่อมองกลับมาที่กรณีศึกษา “สำนักจุฬาราชมนตรี” ในฐานะผู้นำอย่างเป็นทางการตามกฎหมายไทย การประกาศของจุฬาราชมนตรีทำหน้าที่เป็น “อำนาจเชิงโครงสร้าง” ที่ช่วยขีดเส้นขอบเขตไม่ให้สังคมแตกกระจายไปคนละทิศละทางในระดับปฏิบัติการ (เช่น วันหยุดราชการ หรือการจัดพิธีกรรมอย่างเป็นทางการ)
แต่จุดต่างที่สำคัญระหว่าง “อำนาจที่เปี่ยมศรัทธา” แบบโมเดลของท่านศาสดา กับ “อำนาจรัฐบังคับทั่วไป” คือ:
- ความชอบธรรมทางศีลธรรม: อำนาจนั้นต้องตั้งอยู่บนความรักและความไว้วางใจ ไม่ใช่ความกลัว
- การบังคับเท่าที่จำเป็น: ต้องเปิดช่องว่างให้ความหลากหลายที่อยู่ภายในกรอบ (เช่น การยอมรับว่าในทางวิชาการสามารถต่างกันได้ แต่ในทางสังคมต้องเคารพซึ่งกันและกัน)
- การสร้างภายในควบคู่ภายนอก: รัฐอาจควบคุมพฤติกรรมภายนอกได้ แต่อิสลามเน้นสร้าง “ตักวา” (ความยำเกรงภายในใจ) เพื่อให้คนเคารพกฎเกณฑ์แม้ไม่มีใครเฝ้ามอง
สรุป: ถอดสมการสู่โมเดล “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก”
กรณีศึกษาของวันอีดที่ไม่ตรงกัน สอนให้สังคมมุสลิมและสังคมวงกว้างตระหนักว่า ความแตกแยกไม่ได้เกิดจากการที่ผู้คน “ขาดเหตุผล” แต่เกิดจากการที่ผู้คน “ขาดคุณธรรมในการจัดการความเห็นต่าง” อัตตา ความกลัว และความไม่ไว้วางใจ คือเชื้อไฟที่เปลี่ยนข้อต่างทางวิชาการให้กลายเป็นสงครามน้ำลาย
โมเดลที่ยั่งยืนในการแก้ปัญหานี้ จึงต้องผสานทั้ง “ศาสตร์” (คุณธรรมภายใน) และ “ศิลป์” (อำนาจภายนอก) เข้าด้วยกัน:
[ความเข้าใจและมารยาท (Adab)] + [อำนาจการบริหารที่ยุติธรรม] = เอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย
ในระยะสั้น “อำนาจส่วนกลาง” (เช่น การเคารพประกาศของสำนักจุฬาราชมนตรีในมิติการบริหารส่วนรวม) เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการหยุดยั้งความอลหม่าน ทว่าในระยะยาว หากอำนาจนั้นไม่ถูกรองรับด้วยความยุติธรรม ความไว้วางใจ และการบ่มเพาะ “อะดับ” ในหัวใจของคนในสังคม เมื่อใดที่อำนาจนั้นเสื่อมถอย รอยร้าวที่ถูกกดทับไว้ก็พร้อมจะระเบิดออกมาอย่างรุนแรงกว่าเดิม
ท้ายที่สุดแล้ว การเฉลิมฉลองวันอีดที่ต่างวันกัน อาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายตราบใดที่ “หัวใจ” ของผู้ศรัทธายังคงมุ่งตรงไปที่เป้าหมายเดียวกัน คือการยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า และการหยิบยื่นความเมตตาให้แก่เพื่อนมนุษย์ สมดังแบบอย่างของท่านศาสดามุฮัมมัด ﷺ ผู้ทรง “สร้างหัวใจก่อนสร้างข้อถกเถียง และสร้างพี่น้องก่อนสร้างสังคมแห่งความจริง”
77 total views, 77 views today

More Stories
คำถามเรื่อง ความเหมาะสมของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและคุมนโยบายหลักสูตร “4ส” ของสถาบันพระปกเกล้า
คำซัดทอด กับ อำนาจการเชิญตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ: “น้ำผึ้งหยดเดียว” หรือ “บทเรียนราคาแพง” ของไฟใต้ “ได้ไม่คุ้มเสีย”ปัญหาและทางออก
วุฒิสภาจับมือสถาบันพระปกเกล้า พร้อมด้วย 2 สถาบันการศึกษา ถอดบทเรียน 22 ปี จชต. ระดมขุนพลความมั่นคง-สันติภาพ เดินหน้าขับเคลื่อน “พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน”