อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

สภาผู้แทนราษฎร ความชอบธรรมถ่วงดุล รัฐบาล และหน่วยความมั่นคง แก้และพัฒนาชายแดนใต้ สอดคล้องกับข้อเสนอภาคประชาสังคมก่อนหน้านี้
(อ่านเพิ่มเติม “ทำไมภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ต้องรุกทุกพรรคการเมือง เพื่อผลักดันรายงานของ กมธ.สันติภาพฯ ที่มีรัฐบาลและสภาเพียง 4 เดือน” ใน)
https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_861445
จากที่ รอมฎอน ปัญจอร์ ส.ส.พรรคประชาชน เปิดเผยผ่าน Facebook ถึงความสำคัญของการ
[ ฟื้น กมธ.วิสามัญสันติภาพชายแดนใต้ ถ่วงดุลความรุนแรงและความเกลียดชัง ]
โดยกล่าวว่า
“หลังจากเมื่อวันก่อนยุบสภาฯ ไปก่อนที่จะได้พิจารณารายงานของ กมธ.สันติภาพฯ วันนี้ (20 พ.ค.) ในสภาฯ ชุดนี้ ผมและเพื่อน สส.พรรคประชาชนยื่นญัตติด่วนเพื่อให้สภาฯ พิจารณาตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้/ปาตานี อีกครั้ง ด้วยหวังว่าเราจะได้อภิปรายหาทางออกกันอีกครั้ง ในขณะเดียวกันก็เป็นพลังถ่วงดุลความรุนแรงที่เกิดขึ้นข้างนอกสภาฯ นั่น”
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปมากในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา บางคนบอกว่าไฟใต้ได้หวนบรรยากาศแห่งความกลัวและความรุนแรงย้อนกลับไปในช่วงแรก ๆ ของระลอกคลื่นความรุนแรง หรือราวสองทศวรรษที่แล้ว การมีกลไกในสภาผู้แทนฯ เป็นส่วนหนึ่งของการถ่วงดุลอำนาจและความรุนแรงที่กำลับเร่งเครื่องอยู่ในขณะนี้ครับ สภาฯ ยังคงเป็นพื้นที่กลางของการถกเถียง โน้มน้าว และปะทะทางความคิดของผู้คนที่หลากหลายในสังคมไทย ปัญหาสำคัญระดับชาติ อ่อนไหวเปราะบาง และกระทบกับชีวิตความเป็นความตายของผู้คนเช่นนี้ควรมีที่ทางที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยกัน
ผมยังระบุเอาไว้ในญัตติด้วยว่าให้นำเอา #รายงาน ของ กมธ.วิสามัญสันติภาพฯ ชุดก่อน (ฉบับปรับปรุง) มาร่วมพิจารณาด้วย ในนั้นมีข้อเสนอที่น่าสนใจและแตกต่างไปจากข้อเสนอของ กมธ. 8 ชุดที่มีตั้งขึ้นโดยสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภาก่อนหน้านี้ในรอบยี่สิบปี เชื่อว่าคงจะมีหลายพรรคการเมืองรวบรวมรายชื่อ สส. เพื่อเสนอญัตติประกบเข้ามาด้วยครับ
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างที่รอการบรรจุและเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม ผมจะใช้ช่องทางของ กมธ.สามัญฯ เข้ามาพิจารณารายงานข้างต้นก่อน เพื่อว่าอย่างน้อย ๆ รัฐบาลจะได้พิจารณาว่าเหตุใดเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือนนั้นสำคัญอย่างยิ่งต่อการยุติสภาพปัญหา ที่สำคัญคือถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องปรับเปลี่ยนกรอบคิดและยุทธศาสตร์ไปสู่การสร้างสันติภาพ (Peacebuilding) อย่างเป็นระบบ
ไม่เช่นนั้น เราก็ยังต้องเผชิญกับโจทย์เดิม ๆ นั่นก็คือการครอบงำของวิธีคิดแบบทหารที่เชื่อมั่นว่าการใช้กำลังเข้ากดปราบ ตลอดจนการใช้ความเกลียดชังและความหวาดกลัวเข้าแบ่งแยกและควบคุมผู้คน จะนำไปสู่ #สันติสุข ได้ง่าย ๆ โดยไม่นึกหน้านึกหลังเลยว่าประชาชนในพื้นที่จะคิดและรู้สึกอย่างไร
จากทัศนะของ สส.รอมฎอน ดังกล่าว สะท้อนว่า สภาผู้แทนราษฎรมีความชอบธรรมมาก ๆ ในการถ่วงดุลอำนาจรัฐบาลและหน่วยความมั่นคง เพื่อสามารถกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสันติภาพชายแดนใต้ ทำไม อย่างไร
พื้นที่กลางในสภาฯ ท่ามกลางเสียงปืนที่ชายแดนใต้
ไฟใต้หรือปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (หรือปาตานี) ดำเนินผ่านเวลามาร่วมสองทศวรรษ สถานการณ์ในปัจจุบันกำลังทวีความรุนแรงจนหลายฝ่ายกังวลว่า บรรยากาศแห่งความกลัวได้หวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของระลอกคลื่นความรุนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางกลิ่นอายของวัตถุระเบิดและปฏิบัติการทางทหาร คำถามสำคัญคือ “เราจะดับไฟใต้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร?”
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในค่ายทหารหรือการเพิ่มกำลังอาวุธ แต่อยู่ใน สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยสูงสุด การขับเคลื่อนของ รอมฎอน ปัญจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในการยื่นญัตติด่วนเพื่อฟื้น “กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาการสร้างสันติภาพในชายแดนใต้/ปาตานี” สะท้อนถึงความพยายามใช้กลไกสภาฯ เป็น “พื้นที่ปลอดภัย” เพื่อถ่วงดุลยุทธศาสตร์ความมั่นคงแบบดั้งเดิมของฝ่ายบริหารและกองทัพ
ความชอบธรรมของสภาฯ และความจำเป็นในการถ่วงดุล
ในระบอบประชาธิปไตย สภาผู้แทนราษฎรคือตัวแทนเจตจำนงของประชาชน มีหน้าที่สำคัญสองประการคือ การออกกฎหมาย และการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน (ถ่วงดุลฝ่ายบริหาร) ในบริบทของปัญหาชายแดนใต้ ความชอบธรรมของสภาฯ มีความสำคัญอย่างยิ่งใน 3 มิติ ดังนี้:
1. การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและเป็นกลาง (Safe Space)
ปัญหาชายแดนใต้มีความอ่อนไหว เปราะบาง และผูกโยงกับเรื่องอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และสิทธิมนุษยชน สภาฯ จึงเป็นพื้นที่เดียวที่เปิดโอกาสให้เกิดการปะทะทางความคิด โน้มน้าว และถกเถียงอย่างสร้างสรรค์ด้วย “ปากและเหตุผล” แทนการใช้ “ปืนและความรุนแรง”
2. การก้าวข้ามกรอบคิดแบบทหาร (Demilitarization of Thought)
ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา หน่วยงานความมั่นคง (เช่น กอ.รมน.) มักใช้กรอบคิดแบบทหารที่เน้นการกดปราบ การควบคุม และบางครั้งอาจใช้ความหวาดกลัวหรือความเกลียดชังในการแบ่งแยกผู้คน การเข้ามาของสภาฯ จะช่วยปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ไปสู่ “การสร้างสันติภาพ” (Peacebuilding) อย่างเป็นระบบ
3. การส่งต่อเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลพลเรือน
รายงานของ กมธ.วิสามัญสันติภาพฯ ชุดก่อน (ฉบับปรับปรุง) มีข้อเสนอที่แตกต่างและก้าวหน้ากว่ารายงานในอดีต การใช้กลไกสภาฯ (รวมถึง กมธ.สามัญฯ) จะเป็นแรงบีบให้รัฐบาลพลเรือนต้องแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ไม่ปล่อยให้กองทัพเป็นผู้ผูกขาดการแก้ไขปัญหาแต่เพียงฝ่ายเดียว
“ใช้ปากลดปืน” ความท้าทายบนเส้นทางสันติภาพ
การขับเคลื่อนของฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นหมุดหมายที่ท้าทาย โครงสร้างการอำนาจในการแก้ปัญหาชายแดนใต้ฝังรากลึกอยู่กับหน่วยงานความมั่นคงมาอย่างยาวนาน แม้ว่าจะมีรัฐบาลที่มาจากพลเรือน แต่ “วิธีคิดแบบความมั่นคงนำการเมือง” ยังคงทำงานอย่างแข็งขัน
“การใช้ปากพูดในสภาฯ จะลดปืนของทุกฝ่ายได้แค่ไหน?”
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องร่วมกันขบคิด ในแง่หนึ่งหากสามารถตั้ง กมธ.วิสามัญฯ ขึ้นมาใหม่ เป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าหลายพรรคการเมืองเริ่มเห็นตรงกันว่าปัญหาชายแดนใต้ต้องแก้ด้วยวิถีทางการเมือง ข้อเสนอในรายงานฉบับใหม่จากการต่อยอดของเก่านี้จะช่วยเปิดมุมมองที่สะท้อนความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง ไม่ใช่การคิดทึกทักเอาเองจากส่วนกลาง
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ “แรงต้านจากรัฐราชการและกองทัพจะมีหรือไม่อย่างไรในทางปฏิบัติ?” ที่มักมองการดึงเรื่องความมั่นคงเข้าสู่สภาฯ ว่าเป็นการแทรกแซงหรือการทำให้เรื่องอ่อนไหวกลายเป็นประเด็นการเมือง นอกจากนี้ หากรัฐบาลพลเรือนขาดความกล้าหาญทางการเมือง (Political Will) ข้อเสนอแนะที่ดีจากกรรมาธิการฯ ก็อาจเป็นเพียง “กระดาษรายงาน” ที่ถูกแช่แข็งไว้ในลิ้นชักเหมือนหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้น การถ่วงดุลของสภาฯ จะสัมฤทธิ์ผลได้ก็ต่อเมื่อ สส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันผลักดันญัตตินี้ให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง
สรุป: คืนอำนาจการกำหนดอนาคตสู่ประชาชน
ปัญหาชายแดนใต้ไม่ใช่เรื่องของหน่วยความมั่นคงและรัฐบาลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจ การยอมรับความหลากหลาย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน การที่สภาผู้แทนราษฎรเข้ามามีบทบาทนำในการศึกษาและเสนอแนะแนวทางสร้างสันติภาพ จึงเป็นการคืนความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหาให้กลับมาอยู่บนวิถีทางประชาธิปไตยและเป็นสารสำคัญในกระบวนการเจรจาสันติภาพที่รัฐบาลได้ตั้งทีมในคำสั่งล่าสุด
บทบาทของสภาฯ ในการถ่วงดุลฝ่ายบริหารและหน่วยความมั่นคง จึงไม่ใช่การจับผิดเพื่อทำลายล้าง แต่เป็นการดึงสติและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการใช้อาวุธและการกดปราบ มาสู่การใช้วาทศิลป์ การทูต และการมีส่วนร่วมของประชาชน เพราะสันติภาพที่แท้จริงจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ตราบใดที่เสียงของประชาชนในพื้นที่ยังถูกละเลย และเสียงปืนยังดังกว่าเสียงพูดคุยในระบอบรัฐสภา
98 total views, 98 views today

More Stories
คำถามเรื่อง ความเหมาะสมของ พล.ท. บุญสิน พาดกลาง ในการดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการและคุมนโยบายหลักสูตร “4ส” ของสถาบันพระปกเกล้า
คำซัดทอด กับ อำนาจการเชิญตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ: “น้ำผึ้งหยดเดียว” หรือ “บทเรียนราคาแพง” ของไฟใต้ “ได้ไม่คุ้มเสีย”ปัญหาและทางออก
“วันอีดิลอัฎฮาไม่ตรงกันในสังคมไทย” เพื่อถอดรหัสโมเดลการอยู่ร่วมกันแบบ “แตกต่างแต่ไม่แตกแยก” วิเคราะห์ผ่านบทความ ผศ.ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด