อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์

การบรรยายธรรมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ได้เป็นเพียงการส่งผ่านความรู้ทางศาสนาตามประเพณีเท่านั้น แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งผ่านมุมมองของ บาบอฆอสาลี ดารุลฟุรกอนมูโนะ เราจะพบว่านี่คือ “ทุนทางวัฒนธรรม” (Cultural Capital) ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นอัตลักษณ์เด่นของชาติในการสร้างคุณธรรมจริยธรรมและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างน่าอัศจรรย์
1. อัตลักษณ์แห่งศรัทธา: “บรรยายธรรม” สะพานเชื่อมใจคนทุกระดับ
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือความแตกต่างระหว่าง “การสอนตำรา” และ “การบรรยายธรรม”
- การสอนตำรา: คือรากฐานที่มั่นคงของสถาบันปอเนาะ มุ่งเน้นความลุ่มลึกเชิงวิชาการ
- การบรรยายธรรม: คือศิลปะการสื่อสารที่เข้าถึง “หัวใจ” ของมวลชน (Mass Communication)
อัตลักษณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ชาวมุสลิมในพื้นที่ไม่ได้จำกัดการเรียนรู้ไว้เพียงในห้องเรียน แต่พร้อมจะรับฟังบทเรียนชีวิตที่ย่อยง่ายผ่านพรสวรรค์ของผู้บรรยาย นี่คือ “จุดแข็ง” ที่รัฐและสังคมควรส่งเสริม เพราะการบรรยายธรรมที่เปี่ยมด้วยวาทศิลป์และจริยธรรม สามารถกล่อมเกลาจิตใจคนให้มีความเมตตา ลดความขัดแย้ง และสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมได้ดีกว่าการบังคับด้วยกฎหมาย
2. พลังเครือข่ายและความร่วมมือ (Community Engagement)
ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านร่วมกันเตรียมงานบรรยายธรรมเป็นสัปดาห์ สะท้อนถึง “ความสามัคคี” ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ
“ทุกซอกทุกมุมของตำบลจะวิพากษ์วิจารณ์แต่เรื่องงาน ร้านน้ำชามีประเด็นวิเคราะห์… ผู้หญิงเตรียมอาหารที่เอร็ดอร่อยที่สุด…”
นี่คือการสร้าง Social Capital (ทุนทางสังคม) ที่หาได้ยาก หากเราสามารถถอดโมเดลความร่วมมือนี้ไปใช้ในการพัฒนาด้านอื่นๆ ของประเทศ จะช่วยสร้างความเป็นปึกแผ่นให้เกิดขึ้นในชุมชนทั่วประเทศได้ โดยมี “เป้าหมายที่ศรัทธา” เป็นตัวนำทาง
3. การกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก (Micro-Economy)
การบรรยายธรรมเพียง 1-2 ชั่วโมง แต่ก่อให้เกิดตลาดนัดชุมชน การค้าขายของกินของใช้ และการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา นี่คือรูปแบบหนึ่งของ Event Economy ที่ขับเคลื่อนโดยคนในพื้นที่เอง หากรัฐสนับสนุนให้มีการจัดงานในระดับที่ใหญ่ขึ้น เช่น ระดับจังหวัดหรือระดับนานาชาติ โดยเชิญผู้บรรยายที่มีชื่อเสียงระดับโลก (ที่มีทัศนคติพหุวัฒนธรรม) จะเป็นการดึงดูดผู้คนนับแสน ช่วยสร้างรายได้มหาศาลให้กับพ่อค้าแม่ค้าในพื้นที่
การต่อยอดสู่อัตลักษณ์ชาติ: “พหุวัฒนธรรมที่จับต้องได้”
บาบอฆอสาลีได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับผู้บรรยายระดับโลกอย่าง อุสตัสอับดุลซอมัด และ อุสตัสอัสฮาร์ อิดรุส ว่าแท้จริงแล้วเสน่ห์ของพวกเขาคือ “ความเป็นพหุวัฒนธรรม” และการเข้าได้กับคนทุกเพศทุกวัย
ข้อเสนอเพื่อการต่อยอด:
- ใช้ภาษาและวัฒนธรรมเป็นจุดเชื่อม: การสื่อสารด้วยภาษามลายูที่เข้าถึงคนนับร้อยล้านคนในภูมิภาคอาเซียน (ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, บรูไน) คือโอกาสที่ประเทศไทยจะเป็น “ศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนทางจริยธรรม” ของภูมิภาค
- เปิดพื้นที่แห่งความสุข: การจัดงานบรรยายธรรมขนาดใหญ่ที่มีความปลอดภัยและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ จะช่วยลบภาพจำด้านความรุนแรง และแทนที่ด้วยภาพของ “ดินแดนแห่งศรัทธาและความสุข”
- สร้างมาตรฐานผู้บรรยายรุ่นใหม่: ส่งเสริมให้ผู้บรรยายธรรมมีบทบาทเป็น “ทูตทางวัฒนธรรม” ที่ไม่เพียงสอนเรื่องศาสนา แต่สอนเรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติ
บทสรุป
“การบรรยายธรรม” ในชายแดนใต้มิใช่เพียงเรื่องของศาสนพิธี แต่มันคือ วิถีชีวิต (Way of Life) ที่มีพลังมหาศาล หากเรามองข้ามความระแวงทางการเมืองและเปิดใจรับฟัง “เสียง” แห่งศรัทธาที่บริสุทธิ์ เราจะเห็นโอกาสในการใช้จุดเด่นนี้สร้างคนที่มีคุณภาพ สร้างสังคมที่เกื้อกูล และสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในฐานะประเทศที่โอบรับความหลากหลายได้อย่างสง่างาม
ดังที่บาบอฆอสาลีกล่าวทิ้งท้าย:
“มนุษย์มีหน้าที่วางแผน แต่ผู้กำหนดความสำเร็จคือพระเจ้า”
ความสำเร็จในการสร้างชาติด้วยคุณธรรมจึงเริ่มจากการเข้าใจและให้คุณค่ากับ “อัตลักษณ์” ที่มีอยู่จริงในหัวใจของประชาชนนั่นเอง
หมายเหตุ อ่านบทความฉบับเต็ม
“ว่าด้วยเรื่องบรรยายธรรม”
Assalamualaikum السلام عليكم
วันนี้ผมขอเขียนมุมมองส่วนตัวของผมเกี่ยวกับบทบาทความสำคัญของกิจกรรมบรรยายธรรมต่อสังคมประชาชาติมุสลิม ในฐานะที่ชีวิตส่วนตัวของผมเองวนเวียนอยู่กับการบรรยายธรรมตั้งแต่อายุ 25 ปีจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่เวทีเล็กๆจนถึงเวทีระดับชาติ ทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ผมไปหมดไม่เลือก ขอเพียงเป็นงานศาสนาที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองของพื้นที่นั้นๆ จนพักหลังๆผมจำเป็นต้องชะลอกิจกรรมลงเพราะอาการกระดูกทับเส้นที่ส่งผลให้ผมยืนและนั่งนานๆไม่สะดวก
พี่น้องครับ…
บรรยายธรรมเป็นส่วนหนึ่งของงานศาสนา (ดะวะห์) ที่บรรดาศาสดาทุกคนล้วนแต่ยึดมั่นปฏิบัติกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงท่านศาสดามูฮำมัด (ซล) ก็ใช้เป็นเส้นทางหลักในการเผยแพร่ศาสนาอิสลามในยุคแรกๆของท่านจนท่านจากไป
“ท่านอิรบาด บิน ซารียะห์ ได้เล่าว่า: ท่านศาสดา (ซล) ได้บรรยายให้พวกเราฟัง จนหัวใจเราตื่นตัวและยำเกรงต่อพระเจ้า และดวงตาของพวกเราเริ่มหลั่งน้ำตาลงมา”
บรรยายธรรมกับการสอนตำรานั้นมันต่างกันครับ แต่ทั้งสองก็คือแนวทางการเผยแพร่ศาสนาที่ท่านศาสดาได้เคยปฏิบัติมา
“การสอนตำรา” ผู้สอนต้องเป็นผู้รอบรู้ในวิชาที่ท่านสอน และต้องสอนเป็นบทๆและตอนๆยาวไปจนจบเล่ม ผู้ฟังต้องเป็นผู้เรียนที่ต้องตั้งใจฟังอย่างไม่ขาดตอน การสอนการเรียนตำรานั้นเหมาะสำหรับบุคคลที่มีเวลายาวๆหลายๆปี มุ่งมั่นกับการเรียนทุกๆวัน
ส่วน “บรรยายธรรม” ผู้บรรยายต้องมีพรสวรรค์ในการพูด มีความสามารถในการตีความหัวข้อบรรยายให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ง่าย ในกรอบเวลาที่สั้นๆและรอบเดียวจบ ผู้บรรยายอาจจะไม่ใช่ผู้รู้รอบด้านก็ได้ แต่หากเป็นผู้รู้รอบด้านหลากหลายวิชาก็จะดียิ่ง การบรรยายธรรมนั้นเหมาะสำหรับผู้ฟังทั่วไป ทุกเพศทุกวัย ที่ไม่มีเวลาร่ำเรียนตำรายาวๆตลอดทั้งวัน
ในบริบทของชาวมุสลิมภาคใต้นั้น ทั้งสองวิธีนี้ล้วนเป็นที่นิยมชื่นชอบกันอย่างแพร่หลาย จึงเกิดสถาบันปอเนาะเป็นพันๆแห่ง และมีบาบอผู้รอบรู้ในวิชาตำราต่างๆจะเป็นผู้สอน บาบอเหล่านี้จะใช้เวลาว่างออกมาสอนตำราตามมัสยิดต่างๆด้วย สำหรับผู้สูงวัยที่ไม่สามารถมาเรียนตามสถาบันปอเนาะได้
ส่วนการ “บรรยายธรรม” นั้น บาบอส่วนใหญ่จะไม่ถนัดวิธีนี้ แต่จะมีผู้บรรยายอิสระเป็นอาสาสมัครหลายๆคนในพื้นที่นี้ ที่มีพรสวรรค์ในด้านการถ่ายทอดบทเรียนชีวิตมารับหน้าที่แทน ความรู้รอบด้านในวิชาต่างๆอาจจะไม่เทียบเท่าเหล่าบาบอผู้อวุโสได้ แต่ก็สามารถตอบสนองความประสงค์ของสังคมในพื้นที่ได้ดีเยี่ยมทีเดียว
ทุกๆคืนทุกๆตำบลบรรดาผู้บรรยายจะตระเวนไปบรรยายตามสถานที่ที่ได้รับเชิญมาอย่างไม่ขาดสาย ในเวลาเดียวกันชาวบ้านที่เป็นเจ้าภาพของงานบรรยายก็จะตื่นเต้นเป็นพิเศษ ตั้งหน้าตั้งตารอเวลาสำคัญที่กำลังจะเยือนพื้นที่ของพวกเขาอย่างไม่เป็นท่า ทุกซอกทุกมุมของตำบลจะวิพากษ์วิจารณ์แต่เรื่องงาน ร้านน้ำชาก็จะมีประเด็นสำคัญที่จะวิเคราะห์งานอย่างร้อนแรง ผู้หญิงก็ต้องประชุมเตรียมตัวทำอาหารที่เอร็ดอร่อยที่สุดของพื้นที่ เพื่อเป็นมื้อสำคัญสำหรับเลี้ยงผู้บรรยายซึ่งพวกเขาเป็นเอ็ฟซีมาตลอด อยากเห็นหน้าเป็นๆสักครั้งในชีวิต และพวกเขาก็จะมีความสุขร่วมกันทั้งตำบลเมื่อกิจกรรมบรรยายธรรมมาถึงคิวของพวกเขา ผู้ค้าขายก็จะมีโอกาสออกมาวางเต็นท์ขายของหลากหลายชนิด ทั้งของกินของใช้วางขายเต็มไปหมด เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเล็กๆไปในตัว งานบรรยายธรรมจะใช้เวลาสั้นๆเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง แต่ชาวบ้านจะมีความสุขกับการเตรียมงานเป็นเดือนเป็นสัปดาห์ นี่คือความสุขเล็กๆน้อยๆแบบบ้านๆที่ชาวบ้านในพื้นที่นี้ได้รับมรดกสืบทอดกันมาอย่างยาวนานครับ
ในช่วงหลังๆนี้ กระแสการบรรยายของผู้บรรยายธรรมระดับโลกเริ่มมาเยือนพื้นที่ชนบทแห่งนี้อย่างเผ็ดร้อนเลยทีเดียว ชาวบ้านเริ่มเรียกร้องผู้นำของตัวเองเพื่อติดต่อผู้บรรยายธรรมที่โด่งดังระดับโลกเฉกเช่น อุสตัสอับดุลซอมัด อินโดนีเซีย และ อุสตัสอัสฮาร์ อิดรุส มาเลเซีย ที่มีความพร้อมทั้งสององค์ประกอบพร้อมกันในตัวของพวกเขา มีความรู้รอบด้านสามารถสอนตำราได้อย่างลึกซึ้ง และมีพรสวรรค์ในการพูดทีดีเยี่ยม สามารถดึงดูดผู้ฟังทุกเพศทุกวัยได้อย่างที่ผู้ฟังลืมดูนาฬิกาเลยทีเดียว
พวกเขาชื่นชมและชื่นชอบสองนักบรรยายธรรมนี้อย่างลึกซึ้ง อยากชื่นชมตัวจริงสักครั้งในชีวิต และส่วนตัวผมมั่นใจเลยว่าเกือบ 100% ของพวกเขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับคลิปคำพูดของทั้งสองที่เกี่ยวโยงกับความมั่นคงของประเทศไทยด้วยซ้ำนอกจากหลังมีกระแสผุดประเด็นนั้นเกิดขึ้นที่ผ่านมาเร็วๆนี้เอง
แต่การที่ผู้นำท้องที่ท้องถิ่นของพวกเขาจะติดต่อเชิญตัวผู้บรรยายธรรมระดับนี้ได้นั้นมันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถทำได้ง่ายเลยครับ ด้วยตารางเวลาของท่านทั้งสอง ความพร้อมของสถานที่ในพื้นที่หมู่บ้านเรา รวมถึงอีกหลากหลายปัจจัยที่ไม่กี่พื้นที่เท่านั้นที่มีความพร้อม
แต่หากถามว่าตำบลไหนบ้างที่ต้องการเชิญผู้บรรยายทั้งสองบ้าง? ผมตอบแทนได้เลยว่าทุกตำบลของพื้นที่นี้ต้องยกมือพร้อมกันอย่างแน่นอน
ไม่ใช่เพราะการเมืองอย่างแน่นอน
ไม่ใช่เพราะความรุนแรงอย่างแน่นอน
และไม่ใช่ ไม่ใช่ ไม่ใช่อีกหลายๆไม่ใช่
แต่หากเป็นเพราะพวกเขาติดตามและชื่นชมความสามารถของนักบรรยายทั้งสองต่างหาก
มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ใช่เฉพาะคนในพื้นที่บ้านเราเท่านั้นที่ชื่นชม แต่คนที่ (ฟังภาษา) ที่ท่านทั้งสองพูดแล้วเข้าใจ ล้วนแต่จะหลงรักและชื่นชมกันเกือบทั้งหมด ทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไน สิงคโปร์และอื่นๆอีกทั่วโลกก็มีความรู้สึกเหมือนๆกัน
ในเมื่อผู้นำท้องที่ท้องถิ่นไม่มีกำลังเชิญท่านทั้งสองมาบรรยาย ความประสงค์ดังกล่าวจึงกลายเป็นบทบาทของผู้นำระดับจังหวัดที่จะต้องวางแผน ติดต่อผู้บรรยายและเตรียมงานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชื่นชอบเวทีบรรยายจากทั่วพื้นที่ให้มาฟังพร้อมๆกันในพื้นที่ที่กว้างขวาง จุผู้ฟังได้หลักแสนขึ้นไป ที่จอดรถสะดวก พื้นที่ค้าขายชัดเจน ไม่กระทบกับระบบจราจร มีความปลอดภัยสูง อื่นๆอีกมากมาย ทุกอย่างนี้ต้องเตรียมตัวและวางแผนอย่างรอบคอบที่สุด และต้องได้รับแรงสนับสนุนจากทางรัฐเป็นหลัก บวกกับแรงกำลังของจิตอาสาจากทั่วทิศ
พี่น้องลองจินตนาการตามผมดูว่า หากงานนี้สามารถเกิดขึ้นได้มันจะสามารถสร้างความสุขให้กับคนในพื้นที่ยาวๆได้เลยทีเดียว มันเป็นงานศาสนาที่ยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในพื้นที่นี้ เพราะการรวมตัวของนักบรรยายผู้มากความสามารถอย่างสองท่านนี้เมื่อรวมตัวกันจะเป็นแม่เหล็ดดึงดูดผู้คนทุกเพศทุกวัยให้ทยอยออกมาฟังอย่างหลั่งไหลเต็มบ้านเต็มเมืองอย่างแน่นอน
แต่มนุษย์มีหน้าที่วางแผน แต่ผู้กำหนดความสำเร็จคือพระเจ้า ทุกอย่างย่อมมีเหตุผลที่สมควรและเหมาะสมสุดๆ สิ่งที่เกิดขึ้นก็เกิดแล้วเราต้องน้อมรับ
แต่สุดท้ายนี้ผมอยากขอยืนยัน ยืนหยัดในฐานะผู้บรรยายอิสระคนหนึ่งว่า กิจกรรมบรรยายศาสนาคืองานศาสนาและเป็นซุนนะห์ของท่านนบี (ซล) จริง เป็นเส้นทางของเหล่าบรรดาซาลาฟุสซอและห์จริง และขอยืนยันในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่เคยคบหารู้จักกัน เคยร่วมโต๊ะร่วมเวทีกันกับนักบรรยายที่โด่งดังทั้งสองท่านว่า:
ท่านทั้งสองเป็นผู้รู้ที่มีความสามารถสูงจริงๆ มีไหวพริบที่แหลมคมมาก มีอารมณ์ที่ผ่อนคลาย มีความเป็นพหุวัฒนธรรมที่สูงนัก สามารถเข้าได้กับทุกศาสนา เข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน เข้าได้กับทุกเพศทุกวัย เคารพและไม่อคติกับฝ่ายตรงข้าม ที่สำคัญไม่สุดโต่งแน่นอนครับ (นอกจากจะมีการพาดพิงฝ่ายซาลาฟี่นิดหน่อย เพราะทั้งสองยึดแนวทางอาชาอีเราะห์) แต่ก็ไม่เชิงกับเป็นศัตรูกัน والله أعلم
บาบอฆอสาลี ดารุลฟุรกอนมูโนะ
อ่านบทความบทบาท
บาบอฆอซาลี มูโน๊ะ
“ดารุลฟุรกอนจากโรงเรียนศาสนาสู่ “ศูนย์อพยพ” สำหรับผู้ประสบภัยนํ้าท่วมใหญ่ ที่นราธิวาสและแก้ปัญหาน้ำท่วมร่วมไทย-มาเลเซีย”
7,955 total views, 7,955 views today

More Stories
14 พฤษภาคม วันสถาปนารัฐอิสราเอล ที่ยังไม่ครบเงื่อนไขการได้รับการยอมรับจากองค์กรสหประชาชาติ
กับดักความเกลียดชัง 2026: เมื่อ “ขวาจัด” และ “AI IO” กลายเป็นพรมแดนใหม่ของไฟใต้
خلاصة كِتَابُ “مَاذَا يَعْنِي انْتِمَائِي لِلْإِسْلَامِ؟”