พฤษภาคม 9, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

เปิดใจชายแดนใต้: เมื่อคลื่นนักวิชาการมลายูซัดฝั่ง สะท้านหรือสมาน? ชายสองคนกับเงาที่สังคมสร้าง

แชร์เลย

ชายสองคนกับเงาที่สังคมสร้าง

Ustaz Abdul Somad (UAS) — ปราชญ์สามน้ำหล่อเลี้ยง

     หากจะเปรียบ UAS ก็เหมือนต้นไม้ใหญ่ที่รากฝังลึกอยู่ในดินสามแผ่นดิน: อียิปต์ (อัล-อัซฮัร) โมร็อกโก (สถาบันฮาดิษ) และบรูไน (UNISSA) เขาไม่ได้เป็นเพียงนักพูดที่ปากคม แต่เป็นนักวิชาการที่ผ่านการกลั่นกรองจากศูนย์กลางอารยธรรมอิสลามถึงสามแห่ง

     เขาเลือกเดิน “วาซอตียะฮ์” — ทางสายกลาง ที่ไม่เอนเอียงไปสุดโต่ง ไม่ทิ้งหลักการแต่ก็ไม่ตีความจนเสียคน การใช้อารมณ์ขันในการบรรยายก็เหมือนน้ำส้มสายชูหมักในน้ำผึ้ง: หวานแต่แฝงด้วยคุณค่า

Ustaz Azhar Idrus (UAI) — ครูกันเองแห่งตรังกานู

     ต่างจาก UAS ตรงที่ UAI คือ “เพื่อนบ้าน” ที่แท้จริง เขาพูดภาษามลายูถิ่นที่คนชายแดนใช้กันในครัวเรือน เขาใช้มุขตลกที่ทำให้คนหัวเราะก่อนจะซึ้ง และใช้ “ซันไต” (สบายๆ) เพื่อทำลายกำแพงระหว่างศาสนากับชีวิตประจำวัน

เขาเป็นเหมือนกระจกเงาที่สังคมชายแดนได้ส่องแล้วเห็นตัวเองในอิริยาบถที่คุ้นเคย


กระแสน้ำสองด้าน: เมื่อน้ำขึ้นน้ำลงในสังคม 3 จังหวัด

ด้านหนึ่ง: เสียงเชียร์ที่ดังกระหึ่มสนามกีฬา

     จากการประชุมของ อบจ.ปัตตานี ระบุชัดเจนว่า งานวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 ที่สนามกีฬากลางจังหวัดปัตตานี ได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน ทั้งจังหวัด คณะกรรมการอิสลาม กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และตำรวจ ทุกภาคส่วนจับมือกันจัดงานนี้อย่างเป็นทางการ

นั่นหมายความอะไร?

     หมายความว่า หน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบด้านความมั่นคงโดยตรง ไม่ได้มองว่าสองอุซตาดนี้เป็น “ภัย” แต่กลับมองว่าเป็น “ส่วนหนึ่งของทางออก” ในการสร้างความเข้าใจและสันติสุขในพื้นที่

     คนในพื้นที่หลายแสนคนที่รอฟังบรรยายของทั้งสอง ไม่ใช่คนที่ถูก “ปลุกระดม” แต่เป็นคนที่กระหายความรู้ที่ถูกต้อง กระหายกำลังใจ และกระหายการเชื่อมโยงกับโลกมุสลิมที่กว้างใหญ่ เพื่อยืนยันว่าพวกเขาไม่ได้ถูกโดดเดี่ยว

อีกด้านหนึ่ง: เสียงวิจารณ์ที่ดังก้องในโลกโซเชียล

ข้อกล่าวหาว่า “มาปลุกระดมญิฮาด” ฟังดูน่ากลัว แต่เมื่อส่องดูเนื้อหาจริงของทั้งสองกลับพบว่า

  • “ญิฮาด” ที่ UAS และ UAI พูดถึงคือ การต่อสู้กับกิเลส (Jihad al-Nafs) ไม่ใช่การลุกขึ้นสู้ด้วยอาวุธ
  • ทั้งสองหลีกเลี่ยงการสนับสนุนความรุนแรงอย่างชัดเจน
  • UAI เน้น “อัคลาก” (มารยาท) และความเป็นพี่น้อง
  • UAS เน้นการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม เพื่อให้มุสลิมสามารถ “ปกป้องสิทธิของตนเองด้วยสติปัญญา”

ถ้าการบอกให้คนรักษาละหมาด ออกจากยาเสพติด และเพิ่มพูนความรู้เป็นการ “ปลุกระดม” แล้วอะไรคือ “การสร้างสันติ” กันแน่?


บทเปรียบเทียบ: ชายแดนใต้คือทะเลสาบที่ไร้ทางออก?

     ขอเปรียบชายแดนใต้เหมือน ทะเลสาบน้ำจืดที่ถูกขุนเขาล้อมรอบ ผืนน้ำนิ่งสงบแต่ลึกและเปราะบาง

     เมื่อมีคลื่นจากทะเลใหญ่ (โลกมลายู—มาเลเซียและอินโดนีเซีย) ซัดเข้ามา นั่นคือคลื่นของนักวิชาการที่มีชื่อเสียง น้ำจากภายนอกอาจทำให้น้ำในทะเลสาบกระเพื่อม นั่นคือ “กระแส” ของการสนับสนุนและการต่อต้าน แต่ถ้าทะเลสาบไม่มีทางระบายออก น้ำที่ไหลเข้ามากเกินไปจะทำให้เอ่อล้นและท่วมท้น

คำถามคือ: ทำไมสังคมชายแดนใต้ถึงไม่ควรถูกปิดกั้นจากกระแสความรู้จากภายนอก?

เพราะการปิดกั้นน้ำไม่ใช่ทางออกของการรักษาเสถียรภาพของทะเลสาบ การขุดคลองเชื่อมให้มันไหลเวียนอย่างเป็นระบบต่างหากที่ยั่งยืนกว่า


ใครกันแน่ที่ “กลัว” สองอุซตาด?

     ถ้าสองอุซตาดนี้ไม่ได้มาสอนให้ใช้ความรุนแรง แต่มาเพื่อ “ฟื้นฟูศรัทธา” และ “รักษามรดกทางวิชาการ” ของปัตตานี แล้วทำไมถึงถูกต่อต้าน?

     บางที ความหวาดกลัวอาจไม่ได้เกิดจากตัวเนื้อหา แต่เกิดจาก “ภาพลวง” ที่สังคมภายนอกวาดขึ้นเอง ภาพของชายมีเคราสวมโสร่งที่ถูกเชื่อมโยงกับความรุนแรงโดยปริยาย

     สังคมส่วนใหญ่ของไทยอาจยังไม่คุ้นกับแนวคิดที่ว่า “การเสริมสร้างอัตลักษณ์อิสลามอย่างเข้มแข็ง” ไม่ได้แปลว่า “การปฏิเสธความเป็นไทย”

     เหมือนเมล็ดพันธุ์ที่ต้องอาศัยดินที่อุดมสมบูรณ์จึงจะงอกงาม การทำให้มุสลิมชายแดนใต้ “เป็นไทย” มากขึ้นโดยการตัดรากมลายูของพวกเขา เหมือนการบังคับให้ต้นไม้เติบโตโดยไม่ให้น้ำ มันอาจจะเหี่ยวเฉาหรือโตผิดรูปไปเลยต่างหาก


สิ่งที่สังคมควรทำ ไม่ใช่ตื่นตระหนกกับ “คลื่น” แต่เรียนรู้ที่จะ “โต้คลื่น”

การมี UAS และ UAI มาบรรยายในพื้นที่ ไม่ใช่สัญญาณของวิกฤต แต่มันคือกระจกสะท้อนให้เราเห็นว่าสังคมชายแดนใต้มีความต้องการอะไร

  1. ต้องการความรู้ทางศาสนาที่ถูกต้อง ไม่ใช่แบบสุดโต่ง ไม่ใช่แบบผิดเพี้ยน
  2. ต้องการพื้นที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ โดยไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ก่อการร้าย
  3. ต้องการการเชื่อมโยงกับโลกภายนอก ไม่ใช่ถูกโดดเดี่ยวอยู่ใน “กรงทอง” ของความมั่นคง

สังคมโดยรวมอาจต้องเปลี่ยนวิธีการมอง จาก “การควบคุม” เป็น “การส่งเสริม” ให้ความรู้ที่ถูกต้องเข้าถึงพื้นที่อย่างทั่วถึง

เพราะถ้าความรู้ที่ถูกต้องไม่เข้าไป ช่องว่างนั้นก็จะถูกเติมเต็มด้วยความรู้ที่บิดเบือน และนั่นคืออันตรายที่แท้จริง


บทสรุป: เปิดใจ แล้วจะเห็นว่า… คลื่นไม่เคยทำร้ายทะเล

“Keep an open mind and learn from differences; then you will understand what it means to be human. Then we will no longer judge one another so easily as we do now.”

     ชายแดนใต้เป็นทั้งกระจกและหน้าต่าง ในฐานะกระจก มันสะท้อนให้เราเห็นความหลากหลายและความเปราะบางของสังคมไทย ในฐานะหน้าต่าง มันเปิดสู่โลกมลายูที่กว้างใหญ่ ซึ่งสองอุซตาดเป็นเพียงตัวแทนของกระแสความรู้ที่ใหญ่กว่า ถ้าเรายังคง “พิพากษา” โดยไม่เข้าใจ หากเรายังคง “ปิดกั้น” โดยไม่เปิดใจ เราอาจจะไม่เห็นว่าสิ่งที่เรียกว่า “คลื่นซัดฝั่ง” จริงๆ แล้วอาจเป็นสายน้ำที่ช่วยหล่อเลี้ยงดินแดนแห้งแล้งให้เขียวชอุ่ม

และบางที… การปล่อยให้น้ำไหลอย่างเป็นธรรมชาติ น่าจะปลอดภัยกว่าการสร้างเขื่อนที่วันหนึ่งอาจแตกทลายก็เป็นได้

“จงเปิดใจให้กว้าง แล้วเรียนรู้ในความต่าง ความเป็นมนุษย์จะปรากฏแก่ตา”

คำถามทิ้งท้ายสำหรับสังคม

     ระหว่างการปิดกั้นนักวิชาการมุสลิมจากมาเลย์และอินโดนีเซีย กับการเปิดพื้นที่ให้พวกเขามาบรรยายภายใต้การดูแลของหน่วยงานความมั่นคง ทางเลือกไหนที่จะลดความหวาดระแวง และเพิ่มความเข้าใจกันได้มากกว่ากัน?

คำตอบ ไม่ใช่เรื่องของถูกผิด แต่เป็นเรื่องของ “ความกล้าหาญที่จะไว้ใจ” และ “สติปัญญาที่จะตรวจสอบ”

และนั่นคือบททดสอบที่แท้จริงของสังคมพหุวัฒนธรรมในศตวรรษที่ 21


อาจารย์อำนาจ (อับดุลอาซีซ) มะหะหมัด

ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)

#มูลนิธิสร้างชีวิตใหม่ #AnakMelayu #สถานพัฒนาอัจฉริยภาพเด็กฮานีน #สถาบันฮานีน #สถาบันนวัตกรรมฮาลาลและตะวันออกกลางศึกษา #ฮานีนรับเด็กใหม่ #สถาบันองค์ความรู้เวลเนส (#WKI) #รับสมัครนักเรียนใหม่แล้ว #วันที่10พค69 #มอบตัว #รับสมัคร #ยังไม่เต็ม #สมัครได้อีก
#สิ่งดีๆเกิดขึ้นที่ฮานีน #ฮานีน #GrandHalalBangkok2026

 406 total views,  406 views today

You may have missed