กันยายน 4, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

“ทวงคืนที่ดินสาธารณะ “กุโบร์ท่ายาง” นาทับ จะนะ พลังศรัทธา กฎหมาย และหลักการอิสลาม ปกป้องแผ่นดินวะกัฟและประวัติศาสตร์ชุมชน”

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ทำไมชาวบ้านจะนะ ต้องทวงคืนที่ดินสุสานประวัติศาสตร์ ทั้งกรรมการอิสลามและจังหวัด

26 สิงหาคม 2569

      ช่วงเช้า: พี่น้องชาวบ้านจะนะ จังหวัดสงขลา ได้เดินทางไปศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อทวงคืนความเป็นธรรม (https://www.facebook.com/share/v/1Ejs6yQHvU/?mibextid=wwXIfr)

     ในขณะที่ช่วงบ่าย: ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ตรวจสอบที่ดินวะกัฟซึ่งเป็นที่ดินกุโบร์ประวัติศาสตร์ หลายร้อยปี บ้านท่ายาง นาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา

1. บทนำ: นิคมอุตสาหกรรมจะนะ กับการรุกรานพื้นที่จิตวิญญาณ

      การผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” หรือ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” กลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้งในยุคของรัฐบาลปัจจุบัน แต่เบื้องหลังการพัฒนาที่อ้างถึง กลับเต็มไปด้วยข้อกังขาและความขัดแย้ง โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิในที่ดินทำกินและ “พื้นที่ทางจิตวิญญาณและศาสนา” ของประชาชน การเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวบ้านจะนะหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิพลเมืองทั่วไป หากแต่เป็นการปกป้องเกียรติยศ ศรัทธา และสิทธิอันชอบธรรมตามหลักการศาสนาและกฎหมาย

2. กรณีศึกษากุโบร์ท่ายาง: รอยแผลจากการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน

      กรณี “กุโบร์ท่ายาง” หรือสุสานสาธารณประโยชน์ในตำบลนาทับ อำเภอจะนะ ซึ่งเป็นพื้นที่กุโบร์อันถือว่าเป็นที่ดินศาสนสมบัติ (วะกัฟ/ที่สาธารณะ) ที่ชุมชนใช้ร่วมกันมานานกว่า 40 ปี กลับถูกกลุ่มทุนและเครือข่ายนักการเมืองกว้านซื้อและออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนเพื่อรองรับโครงการนิคมอุตสาหกรรม การกระทำดังกล่าวสร้างความเจ็บปวดและโกรธแค้นให้กับชาวบ้าน เพราะไม่เพียงเป็นการแย่งชิงที่ดินทำกิน แต่เป็นการ “ย่ำยีพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ละเมิดสุสานของบรรพบุรุษ และทำลายศาสนสมบัติ” ซึ่งขัดต่อหลักการอิสลามอย่างร้ายแรง

3. หลักการอิสลามว่าด้วยที่ดินสาธารณะและ “กุโบร์”

     การปกป้องคุ้มครองที่ดินสาธารณะและกุโบร์ (สุสานอิสลาม) มีรากฐานที่มั่นคงและเด็ดขาดในหลักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์) ดังนี้:

    3.1 หลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษ

ห้ามยึดครองหรืออธรรมในทรัพย์สินของผู้อื่นและที่ดินสาธารณะ:

ท่านศาสดา นบีมุฮัมมัด (ซล.) ได้ทรงวางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการห้ามฮุบที่ดินหรืออธรรมต่อสิทธิส่วนรวม:

ผู้ใดเอาที่ดินไปโดยอธรรมแม้เพียงคืบเดียว เขาจะถูกคล้องคอด้วยแผ่นดินถึงเจ็ดชั้นในวันกิยามะห์” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม)

    3.2 ทัศนะของปราชญ์มุสลิมสมัยอดีต(العلماء المتقدمين)

สถานะของที่ดินวะกัฟและสาธารณประโยชน์ (ฮิมา / อาร์ฏุล-มุชตารัก):

     ที่ดินกุโบร์จัดเป็นทรัพย์สินส่วนรวมและที่ดินวะกัฟเพื่อสาธารณประโยชน์ของประชาชาติ ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล รัฐ หรือกลุ่มทุน นำมาถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจเด็ดขาด

      อิมามอะฮ์หมัด บิน ฮัมบัล และปราชญ์มัซฮับต่างๆ: ได้ระบุตรงกันว่า ที่ดินที่เป็นสิทธิส่วนรวมของชุมชน (เช่น ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ ป่าช้า/กุโบร์) ถือเป็น “ฮักกุล-ญะมาอะห์” (สิทธิร่วมของชุมชน) รัฐหรือผู้มีอำนาจไม่มีสิทธิยกให้แก่เอกชนเพื่อแสวงหากำไร และห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของที่ดินกุโบร์เป็นอย่างอื่นเด็ดขาด ตราบใดที่ยังมีร่องรอยหรือสภาพความเป็นกุโบร์อยู่

     3.3 ทัศนะของปราชญ์ร่วมสมัย (العلماء المعاصرين) และมติสภาฟิกฮ์

     ที่ประชุมสภาวะกัฟและสภาอุลามอ์ร่วมสมัย (เช่น สถาบันฟิกฮ์อิสลามนานาชาติ) ได้วินิจฉัยว่า:

     การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินกุโบร์หรือที่ดินวะกัฟถือเป็น “โมฆะทางชะรีอะห์” (باطل – Bātil)

     การนำที่ดินศาสนสมบัติหรือสุสานไปเอื้อประโยชน์แก่นายทุนหรืออุตสาหกรรม ถือเป็นการบ่อนทำลายเป้าหมายหลักของชะรีอะห์ (มะกอศิดอัช-ชะรีอะห์) ในด้านการปกป้องทรัพย์สิน (ฮิฟซุล-มาล) และเกียรติยศของมนุษย์ (ฮิฟซุล-นัฟส์/กะรามาฮ์) ทั้งยามมีชีวิตและหลังเสียชีวิต

4. บูรณาการมาตรการทางกฎหมายไทย

นอกจากหลักการอิสลามแล้ว ในมิติของกฎหมายไทย การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหลายประการ:

      1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) และกฎหมายที่ดิน: ที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินที่เป็นป่าช้า/สุสานสาธารณะ ถือเป็นทรัพย์สินแผ่นดินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ห้ามมิให้มีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนหรือเวนคืนไปเป็นของเอกชนตามอำเภอใจ

      2. พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.): การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินสาธารณะ ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และความผิดทางวินัยและอาญา

      3. กลไกการตรวจสอบ: การที่ชาวบ้านยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และหน่วยงานตรวจสอบ (ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน) เป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อบังคับให้ภาครัฐต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์มิชอบเหล่านี้ทันที

5. สรุป

      ปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ไม่ใช่แค่ข้อพิพาททางกฎหมายทั่วไป แต่เป็นวิกฤตทางจริยธรรม ศรัทธา และความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง การผลักดัน นิคมอุตสาหกรรมโดยทำลายพื้นที่กุโบร์และเหยียบย่ำสิทธิชุมชน ถือเป็นความอยุติธรรมที่ทั้ง “กฎหมายบ้านเมืองและหลักการอิสลามปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง” รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์มิชอบ และคืนแผ่นดินวะกัฟและที่ดินสาธารณะให้กับชุมชน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

หมายชมคลิปย้อนหลังใน

1. https://youtube.com/watch?v=774TARgTNeg&si=bCXJL37tzEyKtxGO

2. https://youtube.com/watch?v=aITh2oyTMfg&si=yQBCeVIsjU6qzaN0

 14,942 total views,  2 views today

You may have missed