อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
ทำไมชาวบ้านจะนะ ต้องทวงคืนที่ดินสุสานประวัติศาสตร์ ทั้งกรรมการอิสลามและจังหวัด
26 สิงหาคม 2569
ช่วงเช้า: พี่น้องชาวบ้านจะนะ จังหวัดสงขลา ได้เดินทางไปศาลากลางจังหวัดสงขลา เพื่อทวงคืนความเป็นธรรม (https://www.facebook.com/share/v/1Ejs6yQHvU/?mibextid=wwXIfr)
ในขณะที่ช่วงบ่าย: ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ตรวจสอบที่ดินวะกัฟซึ่งเป็นที่ดินกุโบร์ประวัติศาสตร์ หลายร้อยปี บ้านท่ายาง นาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา
1. บทนำ: นิคมอุตสาหกรรมจะนะ กับการรุกรานพื้นที่จิตวิญญาณ
การผลักดันโครงการเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” หรือ “นิคมอุตสาหกรรมจะนะ” กลับมาร้อนระอุขึ้นอีกครั้งในยุคของรัฐบาลปัจจุบัน แต่เบื้องหลังการพัฒนาที่อ้างถึง กลับเต็มไปด้วยข้อกังขาและความขัดแย้ง โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิในที่ดินทำกินและ “พื้นที่ทางจิตวิญญาณและศาสนา” ของประชาชน การเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวบ้านจะนะหน้าศาลากลางจังหวัดสงขลาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องสิทธิพลเมืองทั่วไป หากแต่เป็นการปกป้องเกียรติยศ ศรัทธา และสิทธิอันชอบธรรมตามหลักการศาสนาและกฎหมาย
2. กรณีศึกษากุโบร์ท่ายาง: รอยแผลจากการออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อน
กรณี “กุโบร์ท่ายาง” หรือสุสานสาธารณประโยชน์ในตำบลนาทับ อำเภอจะนะ ซึ่งเป็นพื้นที่กุโบร์อันถือว่าเป็นที่ดินศาสนสมบัติ (วะกัฟ/ที่สาธารณะ) ที่ชุมชนใช้ร่วมกันมานานกว่า 40 ปี กลับถูกกลุ่มทุนและเครือข่ายนักการเมืองกว้านซื้อและออกเอกสารสิทธิ์ทับซ้อนเพื่อรองรับโครงการนิคมอุตสาหกรรม การกระทำดังกล่าวสร้างความเจ็บปวดและโกรธแค้นให้กับชาวบ้าน เพราะไม่เพียงเป็นการแย่งชิงที่ดินทำกิน แต่เป็นการ “ย่ำยีพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ละเมิดสุสานของบรรพบุรุษ และทำลายศาสนสมบัติ” ซึ่งขัดต่อหลักการอิสลามอย่างร้ายแรง
3. หลักการอิสลามว่าด้วยที่ดินสาธารณะและ “กุโบร์”
การปกป้องคุ้มครองที่ดินสาธารณะและกุโบร์ (สุสานอิสลาม) มีรากฐานที่มั่นคงและเด็ดขาดในหลักนิติศาสตร์อิสลาม (ฟิกฮ์) ดังนี้:
3.1 หลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษ
ห้ามยึดครองหรืออธรรมในทรัพย์สินของผู้อื่นและที่ดินสาธารณะ:
ท่านศาสดา นบีมุฮัมมัด (ซล.) ได้ทรงวางบรรทัดฐานไว้อย่างชัดเจนในเรื่องการห้ามฮุบที่ดินหรืออธรรมต่อสิทธิส่วนรวม:
ผู้ใดเอาที่ดินไปโดยอธรรมแม้เพียงคืบเดียว เขาจะถูกคล้องคอด้วยแผ่นดินถึงเจ็ดชั้นในวันกิยามะห์” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม)
3.2 ทัศนะของปราชญ์มุสลิมสมัยอดีต(العلماء المتقدمين)
สถานะของที่ดินวะกัฟและสาธารณประโยชน์ (ฮิมา / อาร์ฏุล-มุชตารัก):
ที่ดินกุโบร์จัดเป็นทรัพย์สินส่วนรวมและที่ดินวะกัฟเพื่อสาธารณประโยชน์ของประชาชาติ ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ใดไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล รัฐ หรือกลุ่มทุน นำมาถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจเด็ดขาด
อิมามอะฮ์หมัด บิน ฮัมบัล และปราชญ์มัซฮับต่างๆ: ได้ระบุตรงกันว่า ที่ดินที่เป็นสิทธิส่วนรวมของชุมชน (เช่น ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ ป่าช้า/กุโบร์) ถือเป็น “ฮักกุล-ญะมาอะห์” (สิทธิร่วมของชุมชน) รัฐหรือผู้มีอำนาจไม่มีสิทธิยกให้แก่เอกชนเพื่อแสวงหากำไร และห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ของที่ดินกุโบร์เป็นอย่างอื่นเด็ดขาด ตราบใดที่ยังมีร่องรอยหรือสภาพความเป็นกุโบร์อยู่
3.3 ทัศนะของปราชญ์ร่วมสมัย (العلماء المعاصرين) และมติสภาฟิกฮ์
ที่ประชุมสภาวะกัฟและสภาอุลามอ์ร่วมสมัย (เช่น สถาบันฟิกฮ์อิสลามนานาชาติ) ได้วินิจฉัยว่า:
การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินกุโบร์หรือที่ดินวะกัฟถือเป็น “โมฆะทางชะรีอะห์” (باطل – Bātil)
การนำที่ดินศาสนสมบัติหรือสุสานไปเอื้อประโยชน์แก่นายทุนหรืออุตสาหกรรม ถือเป็นการบ่อนทำลายเป้าหมายหลักของชะรีอะห์ (มะกอศิดอัช-ชะรีอะห์) ในด้านการปกป้องทรัพย์สิน (ฮิฟซุล-มาล) และเกียรติยศของมนุษย์ (ฮิฟซุล-นัฟส์/กะรามาฮ์) ทั้งยามมีชีวิตและหลังเสียชีวิต
4. บูรณาการมาตรการทางกฎหมายไทย
นอกจากหลักการอิสลามแล้ว ในมิติของกฎหมายไทย การกระทำดังกล่าวขัดต่อกฎหมายหลายประการ:
1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) และกฎหมายที่ดิน: ที่ดินสาธารณประโยชน์และที่ดินที่เป็นป่าช้า/สุสานสาธารณะ ถือเป็นทรัพย์สินแผ่นดินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ ห้ามมิให้มีการออกโฉนดที่ดินทับซ้อนหรือเวนคืนไปเป็นของเอกชนตามอำเภอใจ
2. พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.): การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินสาธารณะ ถือเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และความผิดทางวินัยและอาญา
3. กลไกการตรวจสอบ: การที่ชาวบ้านยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา และหน่วยงานตรวจสอบ (ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน) เป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อบังคับให้ภาครัฐต้องเพิกถอนเอกสารสิทธิ์มิชอบเหล่านี้ทันที
5. สรุป
ปัญหาที่ดินกุโบร์ท่ายาง ตำบลนาทับ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ไม่ใช่แค่ข้อพิพาททางกฎหมายทั่วไป แต่เป็นวิกฤตทางจริยธรรม ศรัทธา และความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง การผลักดัน นิคมอุตสาหกรรมโดยทำลายพื้นที่กุโบร์และเหยียบย่ำสิทธิชุมชน ถือเป็นความอยุติธรรมที่ทั้ง “กฎหมายบ้านเมืองและหลักการอิสลามปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง” รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งตรวจสอบ เพิกถอนเอกสารสิทธิ์มิชอบ และคืนแผ่นดินวะกัฟและที่ดินสาธารณะให้กับชุมชน เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเป็นธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง
หมายชมคลิปย้อนหลังใน
1. https://youtube.com/watch?v=774TARgTNeg&si=bCXJL37tzEyKtxGO
2. https://youtube.com/watch?v=aITh2oyTMfg&si=yQBCeVIsjU6qzaN0
14,942 total views, 2 views today

More Stories
ศอ.บต. ชูมาตรา 11 พรบ.บริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเวทีรับฟังเสียงทุกภาคส่วน ลุยขับเคลื่อน 6 มิติพัฒนาใต้
“เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” บนเส้นทางดับไฟใต้: ทุบกะลา “การทหารนำการเมือง” ย้อนรอยโมเดล “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” สู่ “สนามการศึกษา”, ถอดรหัสโครงสร้างอำนาจซ้อนและความสัมพันธ์เชิงกฎหมาย “สมช.-กอ.รมน.-ศอ.บต.”, แฉแผลเป็นทุจริต-วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด, วิกฤตโควตาการเมืองเลขาธิการ ศอ.บต., ตีแผ่เครือข่าย “ทุนเทา-อาชญากรรมข้ามแดน”, ชำแหละวาทกรรม “เกษตรกรไม่รวย” กับโครงสร้างรัฐอุ้มทุนใหญ่, พร้อมเจาะลึก 6 มิติปฏิรูป และโมเดลพลังภาคประชาชนคุมเบ็ดเสร็จ
ยุทธศาสตร์ดับไฟใต้ในมือ “เสธ.ปูด้วง”: เปลี่ยนผ่าน สมช. สู่การนำของทหารและความท้าทายในชายแดนใต้