สิงหาคม 12, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

พลิกวิกฤตบูลลี่ในรั้วโรงเรียนสอนศาสนา ด้วย “Active Learning ศตวรรษที่ 21” อย่างเป็นขั้นเป็นตอน

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      จากเหตุการณ์ความรุนแรงและปัญหากลั่นแกล้ง (Bullying) ในสถานศึกษาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของสังคมต่อพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โรงเรียนขนาดใหญ่ในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังลุกลามเข้ามาถึงโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

รศ.ดร.มูฮัมหมัดอาฟีฟี อัซซอลีฮีย์. ตำแหน่ง. ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาอิสลามศึกษาและมุสลิมศึกษา
คณะวิทยาการอิสลาม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ. ปัตตานี)กล่าวว่า

“ข้อมูลล่าสุดที่ถอดจากปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม คือโอกาสที่ครูจะมองเห็นโดยตรงในโรงเรียนมีเพียงประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น ความรุนแรงที่ครูตามไม่ทัน และมองไม่เห็น เพราะนักเรียนเขาเก่งและรู้ว่าจะใช้จุดบอด พื้นที่ปิด ช่วงที่ครูไม่อยู่ตอนใหนในการสร้างความรุ่นแรงในโรงเรียน การจะโทษครูที่มีข้อจำกัดทั้งในแง่เวลา การเข้าถึงพื้นที่จึงถือว่าไม่เป็นธรรมกับครูมากนัก แม้จะตั้งกล้องในโรงเรียนก็ยังมีพื้นที่บอดและการกระทำบางอย่างที่นักเรียนเขารู้กันว่าครูไม่มีทางรู้ยกเว้นเพื่อนๆกันเองจะรู้

จากการวิจัยยังพบอีกว่าผู้พบเห็น ซึ่งเราแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม มีบทบาทมากให้สามารถใช้พลังของนักเรียนเหล่านี้ได้ แต่นักเรียนกลุ่มนี้ก็มีความกังวลว่าจะกระทบกับตนเอง เสียเพื่อน เลยทำเป็นไม่สนใจและเงียบสะดีกว่า จึงต้องทำอะไรบางอย่างให้นักเรียนกลุ่มนี้มีความกล้า ตระหนักเพิ่มขึ้น และมีช่องทางปลอดภัยที่นักเรียนแจ้งเตือนให้ผู้เกี่ยวข้องได้ เพราะจะหวังเพียงครูนั้นยากมากนอกจากนักเรียนกลุ่มนี้จะเข้ามามีบทบาท

ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ปลายทางนะครับ การแก้ปัญหาหาจริงๆต้องไปที่จุดเริ่มต้นตามที่หลายคนคุยกันนั้นแหละ คือครอบครัว พื้นฐาน และอื่นๆ แต่การแก้ตรงปลายทางนี้ก็สำคัญเช่นกันเท่าที่เราจะทำได้”

(อ้างอิงและอ่านเพิ่มเติมในhttps://www.facebook.com/share/p/18GfZspYHN/?mibextid=wwXIfr)

      โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งมีรูปแบบเป็นโรงเรียนกินนอนประจำ ท่ามกลางความเปราะบางทางจิตใจของเด็กในยุคดิจิทัล การแก้ปัญหาด้วยการย้ายโรงเรียนหนีหรือการลงโทษแบบเดิมๆ ไม่เพียงพออีกต่อไป บทความนี้จึงนำเสนอ กรณีศึกษา การนำการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในศตวรรษที่ 21 มาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ

จุดเริ่มต้นของวิกฤต: เมื่อพื้นที่ปลอดภัยกลายเป็นมุมอับ

  • บริบท: โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาขนาดกลาง มีนักเรียนระบบกินนอนกว่า 500 คน
  • สัญญาณเตือน: “ฟิรฮาน” (นามสมมติ) นักเรียนชั้น ม.5 เริ่มแสดงพฤติกรรมเก็บตัว ไม่ส่งงาน มีความก้าวร้าว และตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ในกลุ่มแชทหอพักเกี่ยวกับสำเนียงการพูดและฐานะทางบ้าน
  • ทางออกเดิมที่เกือบเกิดขึ้น: ผู้ปกครองมีความตั้งใจจะย้ายโรงเรียนหนี ขณะที่ฝ่ายปกครองของโรงเรียนเตรียมลงโทษด้วยการกักบริเวณ ซึ่งเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

จากทฤษฎีสู่ภาคปฏิบัติ: 4 ขั้นตอนแก้บูลลี่ด้วย Active Learning

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความรู้สึกร่วมของนักเรียน โรงเรียนจึงได้ปรับกระบวนการเรียนการสอนผ่าน 4 ขั้นตอนสำคัญ ดังนี้ครับ

ขั้นที่ 1: เปลี่ยนห้องเรียนบรรยายสู่โครงงานฐานปัญหา (Project-Based Learning)

  • แทนที่ครูจะยืนเทศน์หน้าห้องเรื่องบาปของการนินทา ครูเปลี่ยนมาให้เด็กทำโครงงานกลุ่มร่วมกันในหัวข้อ “เสียงที่หายไป: ออกแบบสังคมโรงเรียนให้ไร้การบูลลี่”
  • จัดให้นักเรียนในกลุ่มคละกันระหว่างเด็กที่เคยแกล้งและเด็กที่เคยถูกแกล้ง เพื่อร่วมกันค้นคว้าข้อมูล วิเคราะห์ผลกระทบทางจิตใจ และหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน

ขั้นที่ 2: สร้างความเข้าอกเข้าใจผ่านการจำลองมุมมอง (Empathy Mapping & Perspective Taking)

  • จัดกิจกรรม “สวมรองเท้าของเพื่อน” ให้นักเรียนร่วมกันเขียนสะท้อนความรู้สึกของเหยื่อที่ถูกกลั่นแกล้งลงในแผนผังความคิด
  • เปิดพื้นที่ปลอดภัย (Safe Space) ในห้องเรียนให้ฟิรฮานและเพื่อนกลุ่มที่เคยล้อเลียนได้เปิดใจพูดคุยกัน ทำให้ผู้กระทำตระหนักว่าคำพูดสนุกปากเพียงไม่กี่วินาทีสร้างบาดแผลทางใจที่ยาวนาน

ขั้นที่ 3: ใช้สื่อสร้างสรรค์และนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Literacy & Communication)

  • เพื่อให้เท่าทันโลกในศตวรรษที่ 21 ให้นักเรียนทุกกลุ่มผลิตสื่อสร้างสรรค์ เช่น คลิปวิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก หรือหนังสั้นสะท้อนสังคม
  • กลุ่มของฟิรฮานร่วมกันผลิตหนังสั้นในชื่อ “เกราะใจในหอพัก” ถ่ายทอดวิธีรับมือกับการถูกบูลลี่และการปรับตัวเป็นผู้ให้กำลังใจผู้อื่น พร้อมนำไปเผยแพร่ในหอพักและภายในโรงเรียน

ขั้นที่ 4: บูรณาการศรัทธากับการปฏิบัติจริง (Spiritual Integration)

  • เชื่อมโยงหลักคำสอนทางศาสนาอิสลาม เช่น วจนะศาสดาที่ว่า “มุสลิมที่แท้จริงคือผู้ที่พี่น้องปลอดภัยจากลิ้นและมือของเขา”
  • เปิดอภิปรายกลุ่มย่อยเพื่อหาแนวทางนำหลักธรรมเรื่อง ความอดทน (ศ็อบร์) และ การอภัย มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน

ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลง

การบูรณาการ Active Learning เข้ากับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นได้ใน 3 มิติหลัก:

  • ด้านพฤติกรรม: วงจรการบูลลี่ในหอพักลดลงอย่างเห็นได้ชัด นักเรียนกลุ่มผู้พบเห็นเหตุการณ์มีความกล้าและมีช่องทางที่ปลอดภัยในการแจ้งเตือนครูหรือผู้เกี่ยวข้อง
  • ด้านความสัมพันธ์: ฟิรฮานและเพื่อนกลับมาทำกิจกรรมร่วมกันในฐานะเพื่อนร่วมทีมโครงงาน ความขัดแย้งถูกเปลี่ยนเป็นพลังสร้างสรรค์
  • ด้านระบบโรงเรียน: ครูเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมกฎระเบียบมาเป็น “โค้ช” และ “ผู้รับฟัง” พร้อมทั้งมีระบบคัดกรองสัญญาณเตือนทางจิตใจที่รวดเร็วยิ่งขึ้นผ่านชั่วโมงเรียน

#วช.สังคมไทยไร้ความรุนแรง #กรณีโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

 5,899 total views,  4,507 views today

You may have missed