อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

ในยุคสมัยที่โลกเชื่อมต่อกันเพียงปลายนิ้วสัมผัส พื้นที่ดิจิทัลได้กลายเป็นเวทีหลักในการเผยแผ่ศาสนาและการแลกเปลี่ยนความรู้ อย่างไรก็ตาม เรากลับพบปรากฏการณ์ที่น่ากังวล เมื่อประเด็นทางวิชาการที่ลึกซึ้งกลับถูกนำมา “ย่อย” ในพื้นที่ที่กระตุ้นให้เกิดการปะทะมากกว่าการทำความเข้าใจ จนนำไปสู่ความแตกแยกอย่างน่าเสียดาย
อายะฮ์อัลกุรอานจากซูเราะห์อันนะห์ลุ: {จงเรียกร้องสู่หนทางแห่งพระเจ้าของเจ้าด้วยวิทยปัญญาและการตักเตือนที่ดี และจงโต้ตอบพวกเขาด้วยสิ่งที่ดีกว่า} (16:125) มิได้เป็นเพียงหลักการทางจริยธรรม แต่เป็น “แผนที่นำทาง” ที่มีค่ามหาศาลสำหรับนักวิชาการและผู้เผยแผ่ศาสนาในยุคปัจจุบัน
เมื่อเวทีวิชาการกลายเป็นสนามรบ
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ ส่วนใหญ่มักเกิดจากการนำประเด็นทางเทววิทยา (กะลาม) หรือประเด็นความเห็นต่างทางนิติศาสตร์ (ฟิกฮ์) มาเผยแพร่ในวงกว้างผ่านการ “ถ่ายทอดสด” หรือการโพสต์ข้อความที่เน้นความหวือหวา เมื่อสติปัญญาที่แตกต่างกันของคนหมู่มากมาปะทะกันโดยปราศจาก “มารยาทในการเห็นต่าง” (Adab al-Ikhtilaf) เวทีแห่งความรู้จึงเปลี่ยนสถานะเป็นสนามรบที่มีผู้แพ้ผู้ชนะ แทนที่จะเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเพื่อความงอกงามทางปัญญา

ปรับเข็มทิศ: จาก “การเอาชนะ” สู่ “การทำความเข้าใจ”
เพื่อให้การเผยแผ่ศาสนาสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของอายะฮ์ข้างต้น เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนและสร้างทางออกร่วมกัน ดังนี้:
1. ยกระดับวัฒนธรรมการวิพากษ์: เราต้องฝึกฝนการแยกแยะระหว่าง “ความคิด” กับ “ตัวบุคคล” ศัตรูของการสนทนาไม่ใช่ผู้อื่นที่เห็นต่าง แต่คือการโจมตีตัวตน (Personal Attack) ที่บดบังเนื้อหาหลัก จงยึดมั่นในกฎทองที่ว่า “ความคิดของฉันนั้นถูกต้อง แต่อาจมีจุดที่ผิดพลาดได้ และความคิดของคุณนั้นอาจผิดพลาด แต่อาจมีจุดที่ถูกต้องได้”
2. วินัยทางดิจิทัล (Digital Discipline): นักวิชาการต้องตระหนักถึง “วิทยปัญญาในการเลือกเวที” ประเด็นที่ละเอียดอ่อน หรือเรื่องมุตะชาบิฮาต (ข้อความที่คลุมเครือ) ควรสงวนไว้สำหรับวงสนทนาปิดของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนหรือฟิตนะฮ์ในหมู่สาธารณชน การเก็บความละเอียดอ่อนเหล่านี้ไว้ในที่ที่เหมาะสมไม่ใช่การปกปิดความรู้ แต่คือการ “ปกป้อง” สติปัญญาของผู้คนจากการได้รับข้อมูลที่ไม่ทันต่อการตีความ
3. ฟังเพื่อเข้าใจ ไม่ใช่เพื่อสวนกลับ: ความขัดแย้งบนโลกออนไลน์มักเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างรอจังหวะเพื่อ “โต้ตอบ” ไม่ใช่เพื่อ “ฟัง” หากเราปรับกลยุทธ์เป็นการสรุปสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามสื่อสารออกมาให้เขายืนยันก่อน เราจะพบว่าเรากำลังพูดคุยบนพื้นฐานเดียวกันมากขึ้น
4. ชูธงแห่ง “พื้นที่ส่วนกลาง”: แทนที่จะขุดคุ้ยความเห็นต่างในประเด็นปลีกย่อย ลองหันมาเน้นที่ความร่วมมือในประเด็นใหญ่ที่สังคมต้องการการแก้ไขร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศีลธรรม คุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือการรับมือกับปัญหาสังคม
บทสรุปและทางออกร่วมกัน
“วิทยปัญญา” ในยุคดิจิทัลบางครั้งอาจหมายถึง “การนิ่งเฉยในที่สาธารณะ และการพูดคุยอย่างจริงจังในวงส่วนตัว” เพื่อประกันว่างานเผยแผ่ศาสนาจะเป็นการนำทางและสร้างความสมานฉันท์ ไม่ใช่การกระจายความแตกแยก
ถึงเวลาแล้วที่เราในฐานะผู้ร่วมทางในศรัทธา ต้องร่วมกันสร้าง “สะพานแห่งความเคารพ” แทนการสร้าง “กำแพงแห่งความห่างเหิน” ปัญหาในวันนี้อาจไม่ได้เกิดจากธรรมชาติของแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การขาดความตั้งใจจริงที่จะทำความเข้าใจกันและกัน หากเราเปลี่ยนเป้าหมายจากการ “เอาชนะ” เป็นการ “เข้าใจ” พื้นที่ดิจิทัลนี้จะเป็นสนามแห่งความดีและความยำเกรงอย่างแท้จริง
ในทัศนะของคุณล่ะ ในฐานะเยาวชนและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เราจะร่วมกันสร้างวัฒนธรรม “มารยาทในการเห็นต่าง” นี้ ให้กลายเป็นกระแสหลักแทนที่กระแสแห่งความเกลียดชังได้อย่างไร?
219 total views, 219 views today

More Stories
อำเภอเบตงจัดประชุม พชอ. บูรณาการทุกภาคส่วน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนสู่ความยั่งยืน
เปิดฉากมิติใหม่! ชายแดนใต้คึกคัก ดัน “Soft Loan ผ่านสหกรณ์อิสลาม” ปลดล็อกทุนฐานราก สร้างสุขภาวะ-การศึกษาที่ยั่งยืน
พลิกโฉมการศึกษาชายแดนใต้: พลัง “พหุภาษา” ผสานความร่วมมือมหาวิทยาลัย สู่ทางออกที่ยั่งยืน