อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) :
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

เหตุการณ์ดราม่าซึ่งเทศบาลเมืองนราธิวาสออกคำสั่งให้รื้อถอนเครื่องเล่นสนามกลางแจ้งบริเวณหาดนราทัศน์ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างกว้างขวาง ทั้งในกลุ่มผู้ปกครอง เด็กๆ และผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การตั้งคำถามถึงความสมดุลระหว่าง “การบังคับใช้กฎหมาย” และ “วิถีชีวิตของชุมชน”
มุมมองที่แตกต่าง: เมื่อกฎหมายและวิถีชีวิตมาบรรจบ
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้าน เราจำเป็นต้องพิจารณาเหตุผลจากทั้งสองฝั่งอย่างเป็นธรรม:
- เสียงจากผู้ประกอบการ (ตัวแทนชุมชน): ผู้ประกอบการรายหนึ่งเปิดใจว่า การลงทุนสร้างสรรค์พื้นที่แห่งนี้มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายจำนวนมาก โดยมองว่าเครื่องเล่นเหล่านี้ได้กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ชาวบ้านและครอบครัวให้การยอมรับและเต็มใจใช้บริการ ทั้งยังยืนยันว่าตนรับผิดชอบเรื่องความสะอาดและการจัดการขยะอย่างต่อเนื่อง จึงอยากให้หน่วยงานพิจารณาด้วยความเป็นธรรมและใช้มาตรฐานเดียวกันกับผู้ประกอบการทุกรายที่ใช้พื้นที่สาธารณะแห่งนี้
- เสียงจากเทศบาลเมืองนราธิวาส: ในขณะเดียวกัน ฝ่ายเทศบาลชี้แจงว่าเป้าหมายหลักคือการจัดระเบียบชายหาดให้มีความสวยงามและเป็นไปตามกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยมีการอนุญาตให้ก่อสร้างหรือใช้พื้นที่ดังกล่าว และที่ผ่านมาได้พยายามทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง โดยเน้นย้ำว่าสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวเข้าข่ายผิดระเบียบเรื่องการใช้พื้นที่สาธารณะและการเก็บค่าเช่าใช้ประโยชน์

ปัญหาที่แท้จริง: กฎหมาย VS ความต้องการของชุมชน
ความขัดแย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวระหว่างการจัดการเชิงกฎหมายกับความรู้สึกของประชาชน
- ความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้: คำถามสำคัญที่ชาวบ้านตั้งข้อสังเกตคือ “ความเสมอภาค” ในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ประกอบการรายอื่นที่ใช้พื้นที่สาธารณะ
- การมีส่วนร่วมที่ขาดหาย: กระบวนการสั่งการที่ดูเหมือนเป็นรูปแบบ “บนลงล่าง” (Top-down) ทำให้เกิดแรงต้าน เพราะการรื้อถอนสิ่งที่เป็น “ความสุข” ของเด็กๆ โดยไม่มีพื้นที่รองรับหรือแนวทางจัดการที่ชัดเจน ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกไม่ไว้วางใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน
- ช่องว่างของพื้นที่สร้างสรรค์: ปัจจุบันหาดนราทัศน์ขาดแคลนพื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็กอย่างเป็นทางการ การเกิดขึ้นของเครื่องเล่นเหล่านี้จึงทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างที่รัฐบาลท้องถิ่นอาจจะยังเข้าไม่ถึง
ทางออกที่ “ได้ใจ” และ “ถูกกฎหมาย”: เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโมเดลต้นแบบ
แทนที่จะเผชิญหน้ากัน การหาจุดร่วมที่ทำให้กฎหมายทำงานได้และเด็กๆ ยังมีที่เล่น คือทางออกที่ฉลาดและยั่งยืนที่สุด
- ปรับปรุงให้ถูกต้อง (Legalization): แทนที่จะรื้อทิ้ง เทศบาลอาจร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินโครงสร้าง หากส่วนไหนไม่ปลอดภัยให้ดำเนินการ “ซ่อมแซมและปรับปรุง” (Renovate) โดยให้ผู้ประกอบการปรับสถานะให้เป็นไปตามระเบียบเทศบาลแทนการทำลาย
- จัดตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force): ควรดึงตัวแทนผู้ปกครอง ชาวบ้าน และผู้นำชุมชน เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการตรวจสอบและพัฒนาพื้นที่ เพื่อร่วมกันออกแบบและวางแผนการจัดการหาดนราทัศน์ให้เป็นระเบียบแต่ยังตอบโจทย์ชุมชน
- โมเดลบริหารจัดการใหม่: หากติดขัดเรื่องความเป็นกรรมสิทธิ์พื้นที่ เทศบาลอาจปรับรูปแบบให้เป็นการ “อนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่สาธารณะ” โดยมีสัญญาเช่าที่ชัดเจน และมีข้อกำหนดเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของเครื่องเล่นสาธารณะ ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนและสร้างรายได้เข้ารัฐอย่างถูกต้อง
บทสรุป
หากเทศบาลเลือกที่จะ “รับฟัง” และ “หาทางออกร่วม” แทนการใช้มาตรการบังคับเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ได้รับกลับมาไม่ใช่เพียงแค่การจัดการพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่คือ “คะแนนความเชื่อมั่น” และการสร้าง “กำแพงความร่วมมือ” ที่เข้มแข็งระหว่างเทศบาลกับคนในนราธิวาส
เมื่อเด็กๆ มีที่เล่น ผู้ปกครองมีความสุข และกฎหมายได้รับการปฏิบัติตามอย่างสร้างสรรค์ นี่คือชัยชนะที่แท้จริงของทุกฝ่าย
1,193 total views, 1,193 views today

More Stories
ประชาสังคมชายแดนใต้ผนึกกำลัง 47 องค์กร ยื่น 11 ข้อเสนอจี้ “ฐนัตถ์” เร่งเครื่องสันติภาพที่ยั่งยืน
วิกฤตการณ์กุโบร์บ้านท่ายาง: การละเมิดพื้นที่สาธารณะในมุมมองศาสนบัญญัติและหลักนิติรัฐ : ปัญหาและทางออก
“ปืนผีดิบ” ในเงามืด: เมื่ออาวุธรัฐกลายเป็นเครื่องมือลอบสังหาร และคำถามถึงผู้บงการที่เอื้อมไม่ถึง ปัญหาใต้พรมอุตสาหกรรมความมั่นคงชายแดนใต้