อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

บทนำ: วิกฤตมารยาทบนธรรมาสน์แห่งความรู้
ในขณะที่โลกมุสลิมกำลังขานรับรุ่งอรุณใหม่จาก “กฎบัตรเอกภาพแห่งการสื่อสารอิสลาม” ณ กรุงดามัสกัส ที่มุ่งเน้นการยุติวาทกรรมเกลียดชัง (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน
https://share.csitereport.com/share2024.php?post_id=53504และ https://share.csitereport.com/share2024.php?post_id=53503)
แต่ในสังคมมุสลิมไทยกลับเกิดปรากฏการณ์ที่สวนทาง เมื่อการบรรยายศาสนาในงานประจำปีของสถาบันการศึกษา (ปี 2569) กลายเป็นพื้นที่ผลิต “บาดแผลทางสังคม” ผ่านถ้อยคำหยาบคายและการด้อยค่าผู้อื่น ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำว่า “ปัญหาด้านวาจา” คือความท้าทายเร่งด่วนที่ต้องใช้หลักการ วะสะฏียะฮ์ (ทางสายกลาง) เข้ามาเยียวยา ดั่งที่ดร.อับดุลรอหมาน มูเก็ม หรือเอ. อาร์. มูเก็มได้สะท้อน( อ้างอิงใน
https://www.facebook.com/share/p/1Cao5kkT7g/?mibextid=wwXIfr)
เมื่อมรดกของนบีถูกส่งต่อด้วยวาทะที่ทำลายล้าง
สาระสำคัญของกฎบัตรเอกภาพฯ ที่ซีเรียระบุชัดเจนถึงการ “ยอมรับความแตกต่าง” ทั้ง 4 มัซฮับ และ 3 สำนักคิดหลัก (อัชอารีย์, มาตุรีดีย์, อะห์ลุลหะดีษ) โดยมีเป้าหมายเพื่อ “ตัดวงจรการขัดแย้งรุนแรง” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในไลฟ์สดบรรยายศาสนาล่าสุด กลับเป็นการ:
- การผลิตความเกลียดชัง: ใช้ฉายาเหยียดหยาม เช่น “ลูกหาบ” หรือ “กินหญ้า”
- การด้อยค่าสถาบันหลัก: พาดพิงท่านจุฬาราชมนตรี สมาคมคุรุสัมพันธ์ และสถาบันการศึกษาอื่น
- การใช้ถ้อยคำอหังการ: มีคำหยาบคายที่ไม่ควรหลุดมาจากปากของผู้ที่เรียกตนเองว่า “ผู้รับมรดกจากท่านนบี”
ตามหลักการของมาลิก บิน นะบี และชัยค์ อัลฆ่อซาลี ความรู้ที่แท้จริงต้อง “ประสานดวงใจ” ไม่ใช่ “สร้างศัตรู” การยกตนข่มท่านและเบียดขับผู้เห็นต่างออกไปเป็น “พวกอื่น” คือสัญญาณของความรู้ที่เป็นอัมพาต ซึ่งไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาอารยธรรม แต่กลับสร้างแนวคิดสุดโต่งให้แก่เยาวชน
#มุสลิมคือผู้ที่ผู้อื่นปลอดภัยจาก “ลิ้น” ของเขา
พฤติกรรมที่ปรากฏในคลิปวิดีโอดังกล่าว (มะเซาะรำลึก 69) มิใช่เพียงเรื่องตลกหรือเรื่องส่วนบุคคล แต่เป็น “บาดแผล” ที่ทิ่มแทงเอกภาพของอุมมะฮ์ ท่านศาสดามูฮัมหมัด (ซ.ล.) มิเคยเผยแพร่ศาสนาด้วยคำด่าทอหรือการให้ร้าย ความเป็น “หมุดของแผ่นดิน” ของครูศาสนา จะต้องดำรงอยู่บนฐานของมารยาท (Adab) และการให้เกียรติ หากผู้บรรยายขาดสิ่งเหล่านี้ ย่อมเท่ากับพรากจิตวิญญาณแห่งอิสลามออกไปจากการนำเสนอ
ข้อเสนอแนะ: ต่อบทบาทของสถาบันวะสะฏียะฮ์ สำนักจุฬาราชมนตรี
สถาบันวะสะฏียะฮ์เพื่อสันติภาพและการพัฒนา สำนักจุฬาราชมนตรี ในฐานะหน่วยงานหลักที่ส่งเสริมทางสายกลาง ควรนำเหตุการณ์นี้มาเป็นกรณีศึกษาเพื่อสามารถวางมาตรการดังนี้:
- การจัดทำ “จรรยาบรรณนักวิชาการมุสลิม” (Ethical Code for Da’wah): กำหนดกรอบการบรรยายศาสนาที่ปราศจากการด่าทอ พาดพิงตัวบุคคล และการใช้คำหยาบคาย เพื่อคุ้มครองสังคมมุสลิมจากการสื่อสารที่บิดเบือน
- บทบาทของ “สถาบันผู้จัดงาน”: สถาบันการศึกษาที่เชิญวิทยากรต้องร่วมรับผิดชอบต่อเนื้อหาที่เผยแพร่ และควรมีมาตรฐานในการคัดเลือกผู้บรรยายที่มีวุฒิภาวะและมารยาทสอดคล้องกับจริยธรรมอิสลาม
- การส่งเสริม “พื้นที่ปลอดภัยทางการความคิด”: เปิดเวทีสัมมนาตามแนวทางกฎบัตรซีเรีย เพื่อตอกย้ำว่า “ความต่างไม่ใช่จุดจบ” และสร้างความเข้าใจเรื่องการยอมรับสำนักคิดที่หลากหลาย โดยมีสถาบันวะสะฏียะฮ์เป็นตัวกลางประสานรอยร้าว
- พลังของสื่อและสังคมออนไลน์: รณรงค์ให้สังคมมุสลิม “ไม่เปิดพื้นที่” ให้กับวาทกรรมสุดโต่ง ไม่แชร์ ไม่สนับสนุนการบรรยายที่เน้นการด่าทอ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์
“หากเครื่องบินต้องมีระเบียบในการบิน ครูศาสนาและผู้รู้ย่อมต้องมีระเบียบแห่งมารยาทในการนำทางอุมมะฮ์ เพราะบาดแผลที่เกิดจากลิ้นนั้น เยียวยาได้ยากกว่าบาดแผลที่เกิดจากอาวุธ”


3,730 total views, 2 views today

More Stories
ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อผู้แสวงบุญมุสลิม (มุอฺตะมีรีน)
ชาวปาตานีที่เกิดในซาอุดีอาระเบีย ระหว่างความเจ็บปวดจากการจากลาและความหวังในการกลับคืนสู่มาตุภูมิ (ตอนที่ 1)
ความยุติธรรมที่ไร้พรมแดน: เมื่อ ‘บรรทัดฐานสากล’ ถูกทดสอบในสมรภูมิตะวันออกกลาง “ไม่ว่าจะเชียรไม่เชี ยิว อเมริกาหรืออิหร่าน”