มกราคม 29, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

บันทึกประวัติศาสตร์ 8 กุมภาฯ: ปลุกพลังประชามติ “ปลดล็อกอนาคตไทย” ก้าวข้ามวาทกรรมแบ่งแยก-ล้มสถาบัน

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

      ปัตตานี – เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้มีการจัดเสวนาวิชาการครั้งสำคัญในหัวข้อ “กำหนดอนาคตใหม่ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เพื่อสร้างความตระหนักรู้ก่อนการเลือกตั้งและการลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้

ชำแหละ “ตรรกะวิบัติ”: เมื่อการแก้กฎหมายถูกทำให้กลายเป็นเรื่องความมั่นคง
      บนเวทีเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนาท่านหนึ่งได้สะท้อนถึงปัญหาการใช้ “วาทกรรมด้อยค่า” และ “ตรรกะวิบัติ” ที่มักถูกนำมาใช้โจมตีผู้เห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการดึงประเด็นความมั่นคงมาบดบังหลักการประชาธิปไตย

  • ในพื้นที่ชายแดนใต้: มักถูกป้ายสีว่าการเห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญเท่ากับสนับสนุนการ “แบ่งแยกดินแดน”
  • ในกรุงเทพฯ และส่วนกลาง: มักถูกตราหน้าว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อ “ล้มล้างสถาบัน”

     สำหรับผู้เขียนแล้วขอเน้นย้ำว่า สังคมไทยจำเป็นต้องมี “การดีเบตอย่างมีอารยะ” ที่สู้กันด้วยเหตุผลและเนื้อหาสาระของกฎหมาย มากกว่าการใช้วาทกรรมสร้างความเกลียดชังเพื่อปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง

8 กุมภาพันธ์ 2569: ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ “ประชามติ” มาจากประชาชน
      ไฮไลท์สำคัญของการเสวนาคือการให้ความรู้เรื่อง ประชามติ (Referendum) ซึ่งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยทางตรงที่ประชาชนจะได้ลงมติในประเด็นสำคัญระดับประเทศ โดยการลงประชามติครั้งนี้มีความพิเศษและแตกต่างจากปี 2550 และ 2559 อย่างสิ้นเชิง

  • ไม่ใช่ผลผลิตของรัฐประหาร: นี่เป็นครั้งแรกที่การทำประชามติไม่ได้ริเริ่มโดยคณะรัฐประหาร แต่เกิดจากความต้องการในการปฏิรูปกฎหมายสูงสุดให้เป็นประชาธิปไตย
  • ทำไปพร้อมกับการเลือกตั้ง: เป็นครั้งแรกที่มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศ
  • เกณฑ์การตัดสิน “เสียงข้างมาก”: ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 (มาตรา 13) จะถือว่ามีข้อยุติเมื่อใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยคะแนนเสียง “เห็นชอบ” ต้องสูงกว่าคะแนนเสียง “ไม่แสดงความคิดเห็น”

เข้าคูหากาทำไปพร้อมกับการเลือกตั้ง: เป็นครั้งแรกที่มีการทำประชามติไปพร้อมกับการเลือกตั้ง สส. ทั่วประเทศบัตร 3 ใบ: โอกาสสำคัญในการ “เขียนอนาคตใหม่”
ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 08.00–17.00 น. ถูกมองว่าเป็นโอกาสทองในการ “ปลดล็อกประเทศไทย” จากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 โดยภาคประชาสังคมและนักวิชาการรณรงค์ให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่

  • ใบที่ 1: เลือก สส. เขตที่รัก
  • ใบที่ 2: เลือกพรรคที่ชอบ
  • ใบที่ 3 (บัตรประชามติ): ตอบคำถามว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?” โดยการกา “เห็นชอบ” เพื่อเริ่มต้นกระบวนการร่างกฎหมายสูงสุดที่มาจากเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง

สำหรับการเสวนาครั้งนี้โดย ผศ.สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ, รศ.เอกรินทร์ ต่วนศิริ และคุณนันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร สะท้อนตรงกันว่า

การทำประชามติ “กุญแจดอกแรก” คือจุดเริ่มต้นสำคัญของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยเป้าหมายคือการปลดล็อกกลไกเดิมเพื่อร่างกฎหมายสูงสุดฉบับใหม่ดังนี้

1. ประชามติครั้งที่ 1: การเปิดประตู (กุญแจดอกแรก) เป็นการถามประชาชนว่า “เห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

2. ประชามติครั้งที่ 2: การแก้ไขมาตรา 256 หลังจากผ่านครั้งแรก รัฐสภาจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน (ปี 2560) ในมาตรา 256 เพื่อเพิ่มหมวดใหม่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งตามกฎหมายปัจจุบัน การแก้มาตรานี้จำเป็นต้องทำประชามติอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าประชาชนยอมรับวิธีการแก้ไขนี้

3. ประชามติครั้งที่ 3: การรับรองร่างฉบับใหม่ (ประตูบานสุดท้าย) เมื่อ สสร. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จสิ้นแล้ว จะต้องนำร่างนั้นกลับมาถามประชาชนทั้งประเทศอีกครั้งว่า “เห็นชอบกับเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้หรือไม่” หากผ่าน ร่างนี้จึงจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อประกาศใช้ต่อไป

แม้จะใช้งบประมาณและเวลาสูง แต่มีเหตุผลสำคัญคือ

  • ความชอบธรรม: เพื่อให้มั่นใจว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงในทุกขั้นตอน
  • เกราะป้องกันทางกฎหมาย: เพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ไปร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญว่ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย

การก้าวไปข้างหน้าด้วยกระบวนการนี้ จึงเป็นการยืนยันว่า “อารยะ” ของการปกครองคือการฟังเสียงเจ้าของอำนาจที่แท้จริงนั่นเอง

รับชมย้อนหลัง
ได้ที่: เพจ Wartani, คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี, สภาประชาสังคมชายแดนใต้ และ CIVIC WOMEN

 200 total views,  200 views today