มิถุนายน 8, 2026

สื่อเพื่อสันติspmc

spmc สื่อเพื่อสันติ สรรค์สร้างสังคม

นักท่องเที่ยวมาเลเซีย: นอกจากท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรมและอาหารแล้ว ยังถือโอกาสเยี่ยมญาติ แต่เสียดายการบริหารจัดการด่านสะเดาไม่เท่าทันยุค AI

แชร์เลย

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) : ที่ปรึกษาสมาคมสมาพันธ์โรงเรียนเอกชนภาคใต้ :เรียบเรียง

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตากรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่าน และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน


เมื่อสายใยแห่งเครือญาติถูกกั้นด้วยกำแพงเอกสาร: วิกฤตด่านสะเดาที่สวนทางกับยุค AI

     สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย การเดินทางข้ามพรมแดนมายังอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดชายแดนใต้ จากหาดใหญ่ไปจะนะ (อย่างญาติผู้เขียนกลุ่มนี้ดังภาพข้างบน) ล่องไปปัตตานี ยะลา นราธิวาส ไม่ได้มีจุดประสงค์เพียงแค่การท่องเที่ยวพักผ่อนหรือตระเวนกินอาหารรสเลิศที่เป็นจุดขายระดับโลกเท่านั้น แต่สำหรับหลายครอบครัว นี่คือ “การเดินทางเพื่อกระชับสายใยเครือญาติ” ที่ผูกพันกันมาอย่างยาวนานข้ามพรมแดน

       ทว่า ในวันที่โลกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไร้พรมแดน น่าเสียดายเหลือเกินที่ระบบการจัดการบริเวณด่านพรมแดนสะเดายังคงติดหล่มอยู่กับขั้นตอนแบบอนาล็อก จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนความรู้สึกของทั้งนักท่องเที่ยวและญาติมิตรที่รอคอยการพบกัน

สายสัมพันธ์ที่ถูกหยุดไว้หน้าด่าน

      ภาพนักท่องเที่ยวที่ก่อนเข้ามาและล่าสุดกลับไปมาเลเซียต้องนอนพักแรมในรถยนต์นับคืนท่ามกลางความแออัดบริเวณหน้าด่านสะเดา ไม่ใช่เพียงแค่ภาพความผิดพลาดของการบริหารจัดการจราจร แต่คือภาพของความผิดหวังที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนที่ตั้งใจมาเยือนไทยด้วยความรักและคิดถึง

      การที่ระบบตรวจคนเข้าเมืองและพิธีการศุลกากรยังคงใช้ขั้นตอนที่ล่าช้าและซับซ้อน ทำให้ “เวลาแห่งความสุข” ที่ควรจะได้ใช้ร่วมกับครอบครัวและญาติพี่น้องต้องสูญเสียไปกับการรอคอยอย่างไร้จุดหมาย


ในยุค AI เรายังต้องรอคอยกันถึง 3 ชั่วโมง?

     เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามอย่างยิ่งว่า ในขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ประมวลผลใบหน้า และคัดกรองบุคคลได้อย่างรวดเร็วเพียงเสี้ยววินาที เหตุใดกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองของไทยที่ด่านสะเดาถึงยังต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงต่อรถหนึ่งคัน?

ความล่าช้านี้สะท้อนให้เห็นถึง “ช่องว่างทางเทคโนโลยี” (Technology Gap) ที่ภาครัฐควรต้องเร่งอุด

  • การเชื่อมต่อข้อมูลที่ยังไม่ไร้รอยต่อ: การที่ระบบเอกสาร (ตม.2, ตม.3 และเอกสารศุลกากร) ยังไม่ถูกรวมศูนย์เป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลซ้ำซ้อน ทั้งที่เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถทำระบบ Pre-arrival Digital Processing ได้อย่างง่ายดาย
  • การบริหารจัดการที่ขาดความยืดหยุ่น: การเก็บค่าธรรมเนียมล่วงเวลาและการจัดการกำลังพลที่ไม่สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีปริมาณนักท่องเที่ยวหนาแน่น (Peak Hours) แสดงถึงการขาดการใช้ Data Analytics มาช่วยวางแผนเชิงรุก

ข้อเสนอแนะ: ปรับโหมดสู่ความเป็นมืออาชีพ

ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องเปลี่ยน “ความเสียดาย” ของนักท่องเที่ยวให้เป็น “ความประทับใจ” ด้วยการนำเทคโนโลยีมาเป็นตัวช่วย

  1. Digital Transformation แบบเบ็ดเสร็จ
    เชื่อมโยงระบบเอกสารทั้งหมดเข้ากับแพลตฟอร์มเดียว (เช่น TDAC) เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้จากที่บ้าน
  2. ใช้ AI ช่วยคัดกรอง
    นำระบบกล้องตรวจจับและตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคลมาใช้เพื่อลดภาระงานของเจ้าหน้าที่หน้าด่าน
  3. นโยบายต้อนรับแบบญาติมิตร
    ยกเลิกขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคทางการเงินและกฎระเบียบที่เกินความจำเป็น เพื่อให้สมกับที่ไทยเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวและการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

สรุป

     สายใยแห่งความผูกพันของชาวมาเลเซียที่เดินทางมาหาดใหญ่ คือสินทรัพย์ที่ทรงคุณค่าของการท่องเที่ยวไทย หากเรายังปล่อยให้ด่านพรมแดนสะเดากลายเป็นคอขวดที่บั่นทอนกำลังใจผู้มาเยือน ต่อให้วัฒนธรรมของเราจะงดงามเพียงใด หรืออาหารของเราจะอร่อยแค่ไหน ก็ยากที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีนี้ไว้ในระยะยาว

      การพัฒนาการบริหารจัดการด่านให้ “เท่าทันยุคสมัย” ไม่ใช่เรื่องของความหรูหรา แต่เป็น “หน้าที่” ที่จะปกป้องสายใยและความศรัทธาที่นักท่องเที่ยวมีต่อประเทศไทยให้คงอยู่ตลอดไป.

 1,133 total views,  860 views today

You may have missed